โครงการริเริ่มเพื่อโรคหืดระดับโลก (Global Initiative for Asthma) ได้กำหนดให้วันอังคารแรกของเดือนพฤษภาคมเป็นวันโรคหืดโลก ซึ่งในปีนี้จะตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม HealthToday จึงเรียนเชิญ ผศ.นพ. อภิชาติ คณิตทรัพย์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเลขาธิการสมาคมโรคหืดแห่งประเทศไทย มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคหืด เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้ใกล้ชิดและผู้ป่วยโรคหืด ซึ่งคาดว่าปัจจุบันมีอยู่ 3 ล้านคนในประเทศไทย
สาเหตุ
ปัจจุบันวงการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนว่าโรคหืดเกิดจากอะไร แต่เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับ
1. กรรมพันธุ์ ซึ่งทำให้คนที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคหืดมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้สูงขึ้น
2. โรคภูมิแพ้ เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืดสูงขึ้น โดยเกือบร้อยละ 80 หรือ 2 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคหืดเป็นโรคภูมิแพ้ และ 1 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้จะเป็นโรคหืด ฉะนั้นแพทย์ที่รักษาโรคหืดจึงต้องถามผู้ป่วยว่าเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความเสี่ยง และโรคหืดสามารถเกิดขึ้นได้กับภูมิแพ้ทั้ง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้ทางจมูก ซึ่งทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม ภูมิแพ้ทางตา ที่ทำให้เคืองตา น้ำตาไหล และภูมิแพ้ทางผิวหนัง แต่อาการภูมิแพ้ที่มีโรคหืดร่วมด้วยซึ่งพบบ่อย คือ ภูมิแพ้ที่มีอาการทางจมูก
โดยพยาธิสภาพของโรคหืดเกิดจากการอักเสบเรื้อรังในหลอดลม และเมื่ออาการอักเสบเกิดขึ้นนานๆ เข้า หลอดลมก็จะมีการเปลี่ยนแปลง เกิดภาวะที่เรียกว่าหลอดลมไวต่อการกระตุ้น และเมื่อผู้ป่วยถูกสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการจับหืด ก็จะทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ไอ หายใจเสียงดังวี๊ด เป็นต้น
กลุ่มเสี่ยง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดมากจะพบได้ใน 2 ช่วง คือ ช่วงเด็ก ซึ่งอาการมักจะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น แต่จะกลับมาเป็นอีกครั้งในวัยผู้ใหญ่ตอนอายุ 20–25 ปี มักไม่ค่อยพบในคนที่มีอายุมาก แม้จะมีการอธิบายว่าลักษณะของภูมิคุ้มกันทำให้เกิดแพทเทิร์นในการเป็นโรคหืดในลักษณะนี้ แต่จริงๆ แล้วก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าอาการที่ดีขึ้นหรือแย่ลงเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอะไร
สัญญาณเตือน
โรคภูมิแพ้ถือว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญของโรคหืด ส่วนสัญญานเตือนอันดับที่ 2 คือมีอาการ ไม่ว่าจะเป็นอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ไอ หรือหายใจมีเสียงวี๊ดๆ อย่างไรก็ดีมีบางคนที่เป็นโรคหืดโดยไม่มีอาการอย่างอื่นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากอาการไออย่างเดียว ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคอย่างอื่นได้ เช่น โรคไอเรื้อรัง ฉะนั้นคนที่มีปัญหาไอเรื้อรังรักษาไม่หาย อาจจะต้องตรวจสอบว่าตัวเองเป็นโรคหืดหรือไม่
การวินิจฉัย
1. การซักประวัติ ว่าเป็นโรคภูมิแพ้ หรือมีอาการอย่างที่บอกหรือไม่
2. การตรวจสมรรถภาพปอด ด้วยการเป่าความเร็วของลมด้วยเครื่อง peak flow meter (เครื่องวัดความแรงของลมที่เป่า) เพื่อดูว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ ซึ่งในผู้ป่วยโรคหืดช่วงที่มีอาการ ความเร็วของลมในการเป่าจะต่ำ
3. การกระตุ้นให้หลอดลมตีบ ด้วยการให้สารตัวกระตุ้นเข้าไปแล้ววัดว่าหลอดลมตีบหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่การดูประวัติ และการตรวจสมรรถภาพปอดก็พอบอกได้
การรักษา
การรักษาที่สำคัญของโรคหืด คือ การลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในหลอดลม โดย 1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ซึ่งเป็นตัวที่กระตุ้นให้เกิดอาการดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือจับหืดมากที่สุดในเมืองไทยคือไรฝุ่น นอกจากนี้ก็ยังมีสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่ก็มีบางคนที่แพ้อากาศร้อน 2. การใช้ยา ซึ่งยาที่รักษาได้ดีที่สุด คือ ยาสเตียรอยด์ชนิดสูด แต่ก็มีผู้ป่วยบางคนที่เข้าไม่ถึงยา เพราะเข้าใจผิดว่าการใช้ยาจะทำให้มีผลข้างเคียงจากยาสเตียรอยด์ จึงไม่ยอมใช้ยาตัวนี้แต่ไปใช้ยาอีกกลุ่มหนึ่งคือยาขยายหลอดลม ซึ่งเป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการ อันเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ฉะนั้นแพทย์คงต้องให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ยาสเตียรอยด์ชนิดสูดเป็นยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่ ซึ่งทำให้ผลข้างเคียงกับร่างกายน้อย ไม่เหมือนกับการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดกิน
“ส่วนมากมักจะมีปัญหาในเด็กๆ เนื่องจากในฉลากยาจะมีคำเตือนว่า การใช้ยานี้อาจจะทำให้กระดูกเจริญเติบโตช้า ทำให้พ่อแม่เกิดความกลัวว่าลูกจะได้รับอันตราย ซึ่งถ้าถามว่ามีผลไหม ก็มี แต่มันน้อยมาก เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดจากการปล่อยให้ลูกมีอาการที่รุนแรงจากโรคหืด หรือควบคุมอาการไม่ได้ ซึ่งทำให้เด็กต้องหยุดโรงเรียนบ่อย เหนื่อยบ่อย ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย” นพ.อภิชาติอธิบาย
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งในการรักษาโรคหืด คือการทำให้ผู้ป่วยสามารถสูดยาได้อย่างถูกต้อง เพราะยาแบบสูดที่มีอยู่ 2 รูปแบบใหญ่ๆ จะมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกัน ดังนี้
1.ยาสูดแบบสเปรย์ ซึ่งมีวิธีการใช้ คือ ต้องเขย่ายาให้เข้ากันก่อนที่จะเปิดฝาออก จากนั้นให้ผู้ป่วยหายใจออกให้สุด แล้วจึงเอายาจ่อไว้ที่ริมฝีปาก กดยาพร้อมกับสูดเข้าอย่างช้าๆ และลึก หลังจากนั้นก็กลั้นหายใจเป็นเวลา 10 วินาที แล้วค่อยหายใจออก รอสักครู่ก่อนที่จะกดยาอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ผู้ป่วยบางคนจะกดยาก่อนแล้วค่อยสูด ซึ่งทำให้ยาออกไปแล้ว หรือบางคนสูดก่อนแล้วจึงกดยา ก็จะทำให้ยาไม่เข้าเช่นกัน จึงขอย้ำว่าต้องกดยาพร้อมกับสูดเข้า และให้กดยาเพียงครั้งเดียวพอ
2. ยาแบบผง จะมีวิธีการสูดที่แตกต่างกัน เนื่องจากรูปแบบของยาจะเป็นเม็ด ก่อนอื่นจะต้องทำให้ผงยาแตกออกก่อน แล้วผู้ป่วยต้องสูดยาเข้าอย่างรวดเร็วและแรง เพื่อให้ยาที่เป็นผงออก ฉะนั้นก่อนที่ผู้ป่วยจะใช้ยาตัวนี้ได้ต้องมีการทดสอบแรงสูดก่อนว่าสูดได้แรงพอไหม ถ้าไม่พอก็ใช้ยาตัวนี้ไม่ได้ แต่บางครั้งแพทย์ให้ยานี้โดยไม่ได้ทำการทดสอบ ทำให้ผู้ป่วยบางรายสูดไม่เข้าเพราะแรงสูดไม่พอ
แม้ว่าโรคหืดจะเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่แพทย์สามารถควบคุมไม่ให้มีอาการ และสามารถไปทำงานได้ตามปกติ รวมถึงสามารถหยุดยาได้ ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
หืดชนิดที่เป็นอันตราย
จะมีผู้ป่วยโรคหืด 2 กลุ่มที่อาจจะมีการอาการรุนแรงได้แบบฉับพลัน คือ
1. กลุ่มที่จับหืดอย่างเฉียบพลัน ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ควบคุมอาการไม่ดี ใช้ยาไม่ถูกต้อง เหนื่อยบ่อย จับหืดบ่อย ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการจับหืดอย่างเฉียบพลันอาจจะเสียชีวิตได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว
2. กลุ่มที่ไม่ค่อยมีอาการแสดง แม้ว่าหลอดลมจะตีบอยู่ก็ตาม ซึ่งเกิดจากตัวรับความรู้สึกของผู้ป่วยไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อหลอดลมตีบมากแล้ว ฉะนั้นการติดตามอาการของคนกลุ่มนี้จะต้องใช้ peak flow meter หรือ เป็นตัวชี้วัดอาการจับหืด โดยผู้ป่วยควรมีการจดบันทึกว่า ตอนเช้าเป่าได้เท่าไร ตอนเย็นเป่าได้เท่าไร เพื่อติดตามอาการของตัวเอง
คำแนะนำสำหรับคนใกล้ชิด
จริงๆ แล้วผู้ป่วยทุกคนจะมีแผนการรักษาตัวเอง ซึ่งแพทย์จะให้ไว้เป็นแผ่นเล็กๆ สำหรับติดตัว โดยแผนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งภายในจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นสีเขียวซึ่งแสดงว่าผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการได้ ส่วนที่สองจะเป็นสีเหลืองซึ่งเป็นระยะเตือนภัยที่จะมีคำแนะนำว่าผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดจะต้องใช้ยาอย่างไร พ่นยาอย่างไร ส่วนที่สามจะเป็นสีแดงซึ่งจะบอกถึงการดูแลผู้ป่วยก่อนรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ซึ่งนอกจากตัวผู้ป่วยแล้ว ญาติหรือคนใกล้ชิดผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีการดูแลผู้ป่วยด้วย เพราะหากเกิดอาการจับหืดรุนแรงผู้ป่วยจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และหากญาติหรือคนใกล้ชิดไม่ทราบวิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยไม่สมควรได้ ที่สำคัญคือถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรงคนใกล้ชิดต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด อย่ารอไปพบแพทย์ที่รักษาประจำ เพราะอาจจะสายเกินไป
นอกจากนี้ผู้ป่วยยังควรมีสมุดประจำตัว เพื่อที่เวลาฉุกเฉิน ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถให้ข้อมูลได้ แพทย์จะได้เปิดดูได้เลยว่า ผู้ป่วยได้รับยาโรคหืดตัวไหนอยู่ มีการใช้ยาความดันโลหิตหรือไม่
สำหรับวิธีการปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคหืดเบื้องต้นที่ดีที่สุด คือ การพ่นยาขยายหลอดลม โดยให้เริ่มพ่นยาทันทีที่มีอาการ หลังจากนั้นถ้าประเมินแล้วเห็นว่าตัวเองหรือผู้ป่วยยังไม่มีอาการดีขึ้นก็ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน ซึ่งญาติหรือคนใกล้ชิดควรมีส่วนมากในการช่วยประเมินตรงนี้ด้วย
ผู้ป่วยควบคุมอาการได้ดีหรือไม่
ผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดจะทราบได้อย่างไรว่าผู้ป่วยควบคุมอาการได้ดีหรือไม่ นพ.อภิชาติแนะนำว่าสามารถดูได้จาก 1. ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยจนถึงขั้นต้องใช้ยาขยายหลอดลมบ่อยแค่ไหน หากต้องใช้ยาเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์แสดงว่าผู้ป่วยควบคุมอาการได้ไม่ดี 2. ผู้ป่วยมีอาการช่วงกลางคืนหรือไม่ ถ้ามี แสดงว่าควบคุมไม่ได้ ซึ่งต้องไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ทำการปรับยาให้
5 คำถามน่ารู้สำหรับผู้ป่วยโรคหืด
1. การออกกำลังกายกับโรคหืด
การออกกำลังกายมีส่วนช่วยให้โรคหืดมีอาการดีขึ้นได้ เพียงแต่ต้องเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ถูกต้อง คือหลีกเลี่ยงรูปแบบการออกกำลังกายที่อาจจะกระตุ้นโรคหืด เช่น ไม่ว่ายน้ำในขณะที่อากาศเย็น อย่างไรก็ดี จะมีผู้ป่วยโรคหืดกลุ่มหนึ่งที่การออกกำลังกายเป็นตัวกระตุ้นให้โรคหืดกำเริบ (exercise induced asthma) ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการมีอาการเหนื่อยเร็วเมื่อไปออกกำลังกาย ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการนี้ก็ต้องระวัง แต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการให้ผู้ป่วยพ่นยาขยายหลอดลมก่อนไปออกกำลังกาย
2. ความอ้วน-ผอม & การตั้งครรภ์มีผลต่อโรคหืดอย่างไร
คนอ้วนมีสมรรถภาพปอดที่แย่กว่าคนผอม ทำให้เวลาที่คนอ้วนเกิดอาการจับหืดจะรุนแรงกว่าคนผอม เพราะตัวปอดมีพื้นที่สำรองน้อย ทำให้เหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ เช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคหืดที่ตั้งครรภ์ก็จะมีอาการจับหืดที่รุนแรงกว่าคนธรรมดา เพราะทารกในครรภ์จะไปดันกระบังลมขึ้นไป ทำให้พื้นที่สำรองในปอดน้อยลง อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดแล้วตั้งครรภ์ 1 ใน 3 จะมีอาการเหมือนเดิม 1 ใน 3 อาการจะแย่ลง 1 ใน 3 อาการจะดีขึ้น
3. โรคหืดกับความเครียด
ความเครียดมีส่วนในการกระตุ้นโรคหืดได้ ฉะนั้นผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องความเครียด หรือมีปัญหาด้านโรคจิตเวช จะควบคุมอาการโรคหืดได้ลำบากขึ้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรได้รับคำแนะนำเรื่องจิตใจร่วมด้วย
นอกจากนี้ยังมีโรคหืดอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่าโรคหืดจากการทำงาน คือ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยในวันที่ต้องไปทำงาน แต่หายสบายดีเมื่อถึงวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุด และกลับมาเป็นใหม่ในวันจันทร์ ซึ่งก็จัดว่าเป็นโรคหืดที่เกิดจากความเครียดได้เช่นกัน
4. โรคหืดกับการสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ทำให้การควบคุมโรคหืดทำได้ไม่ค่อยดีนัก ฉะนั้นผู้ป่วยโรคหืดจึงควรเลิกสูบบุหรี่
5. อาหารและยาบางอย่างอาจมีผลต่อโรคหืด
- อาหารที่เป็นตัวกระตุ้นโรคหืด จะขึ้นอยู่กับอาการแพ้ของแต่ละคน ว่ากินอาหารประเภทไหนแล้วกระตุ้นให้เกิดอาการจับหืด อย่างไรก็ดีพบได้บ่อยว่า ผงชูรสทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย
- อาหารเสริมไม่ช่วยลดอาการหืด ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่ามีอาหารเสริมชนิดไหนที่ทำให้โรคหืดมีอาการดีขึ้น การเพิ่มสมรรถภาพปอดด้วยการออกกำลังกายและเลิกสูบบุหรี่ยังเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการลดอาการหืด
- ยาที่ทำให้โรคหืดกำเริบ เช่น ยาลดความดันโลหิตบางชนิด หรือยาแก้ปวด ฉะนั้นผู้ป่วยโรคหืดที่เป็นและต้องกินยาเหล่านี้ จึงต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยากับแพทย์เสมอ
- การใช้ยาลูกกลอนที่ผสมสเตียรอยด์เพื่อรักษาโรคหืด เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะอาจจะได้รับผลกระทบจากสเตียรอยด์ในระยะยาว ซึ่งจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น หน้าอ้วนกลมแบบดวงจันทร์ มีไขมันพอกที่หน้าท้อง มีหนอกที่ต้นคอ เพิ่มโอกาสการเป็นต้อกระจก และติดเชื้อง่ายขึ้น
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น