รู้จักพาร์กินสัน โรคสั่นจากสมอง
แม้ว่าจะคุ้นเคยกับคำว่าพาร์กินสันกันมากขึ้น แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วโรคนี้คืออะไร ในโอกาสที่วันที่ 11 เมษายน เป็นวันพาร์กินสันโลก (World Parkinson’s Day) HealthToday จึงเรียนเชิญ รศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคสมอง หัวหน้าศูนย์รักษาโรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วย ครอบครัวและสังคมในหมู่คนไทยมากขึ้น
อุบัติการณ์โรคพาร์กินสัน
ปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่มีโครงการปีลงทะเบียนผู้ป่วยพาร์กินสัน ซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่างสภากาชาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยมาลงทะเบียน ทำให้ปัจจุบันมีผู้ป่วยมาลงทะเบียนแล้วกว่า 40,000 ราย ซึ่งเป็นจำนวนมากพอสมควรสำหรับโรค 1 โรคที่คนยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก อย่างไรก็ดี คาดว่าจำนวนผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจริงๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนราย เพราะน่าจะมีผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย โดยที่ผู้ป่วยเองก็ยังไม่ทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน หรือผู้ป่วยบางรายก็ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่น
โดยโครงการปีลงทะเบียนผู้ป่วยพาร์กินถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของปีรณรงค์โรคพาร์กินสัน ซึ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2553 โดยนอกจากจะเพื่อค้นหาผู้ป่วยและให้การรักษาที่ถูกต้อง เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต และลดภาวะแทรกซ้อนแล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายการรักษาโรคพาร์กินสันระหว่าง 4 หน่วยงานดังกล่าวในเรื่องระบบการส่งต่อผู้ป่วยและระบบส่งกลับ รวมถึงเพื่อพัฒนาการวินิจฉัย โดยอยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางหรือคู่มือในการวินิจฉัยและการรักษาโรคพาร์กินสัน เพื่อส่งไปให้โรงพยาบาลจังหวัดและโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ เพราะโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เฉพะ ทำให้แพทย์ทั่วไปไม่กล้ารักษา แต่ปัจจุบันเมืองไทยมีแพทย์ทางระบบประสาทที่รักษาโรคพาร์กินสันได้ไม่ถึง 300 คนเท่านั้น โดยส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ
สาเหตุการเกิดพาร์กินสัน
พาร์กินสันเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่าเกิดจากความเสื่อมของประสาทที่เกิดขึ้นกับสมองส่วนกลาง โดยส่วนใหญ่จะเริ่มที่บริเวณก้านสมอง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว อันเนื่องมาจากการลดลงของสารเคมีที่เรียกว่าโดปามีน ทำให้เซลล์ประสาทเกิดการเสื่อม ส่งผลให้ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของความเคลื่อนไหว อย่างเช่นมีอาการสั่น ช้า เดินเกร็ง ลำตัวงอมาข้างหน้า เดินซอยเท้าถี่ๆ บางครั้งเท้าติดอยู่กับพื้นก้าวไม่ออก
แต่ในปัจจุบันวงการแพทย์ทราบว่าโรคพาร์กินสันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอาการนอกเหนือจากนั้นด้วย อย่างเช่น อาการท้องผูก (ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยพาร์กินสันมีอาการท้องผูก) เนื่องจากลำไส้เคลื่อนไหวช้าเพราะความเสื่อมของระบบประสาทอัตโนมัติที่มาเลี้ยงลำไส้ หรืออาจจะมีปัญหาเรื่องการดมกลิ่นลดลง เพราะว่าเซลล์ประสาทรับกลิ่นเสื่อม ทำให้ผู้ป่วยไม่ค่อยได้กลิ่น ความอยากอาหารจึงลดลง ส่งผลให้น้ำหนักลด หรือเกิดอาการซึมเศร้าจากหลายสาเหตุ เช่น ตกใจที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสัน หรือเนื่องจากความเสื่อมของสมองส่วนหน้า ทำให้สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ลดลง รวมถึงอาการสมองเสื่อม ความจำเสื่อม ซึ่งผู้ป่วยบางรายมีความกังวลเกี่ยวกับอาการเหล่านี้มากกว่าเรื่องการเคลื่อนไหวอีก อย่างเช่นกลัวว่าถ้าสมองเสื่อมแล้วจะต้องกลายเป็นภาระต่อครอบครัว
3 กลุ่มเสี่ยงสำคัญ
สำหรับคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์กินสันมีอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ คือ
1. ผู้สูงอายุ เพราะโรคพาร์กินสันจะเกิดเพิ่มขึ้นในผู้สูงอายุ โดยมีสถิติว่า ร้อยละ 1 ของคนที่อายุเกิน 60 ปีเป็นพาร์กินสัน และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2-3 ถ้าอายุเกิน 80 ปี
2. คนที่มีคนในครอบครัวเป็นพาร์กินสันตั้งแต่อายุน้อย เพราะว่าร้อยละ 5-20 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสันตั้งแต่อายุน้อยจะมีสาเหตุจากพันธุกรรม ทำให้คนในครอบครัวมีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้น
3. คนที่ได้รับการกระทบกระเทือนทางศีรษะอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อย่างเช่นนักมวย โดยผลการศึกษาโรคพาร์กินสันในนักมวยไทยมักจะเกิดในนักมวยที่ต่อยเยอะและถูกน็อกเอาท์ ซึ่งทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนสูง ฉะนั้นมวยไทยควรจะต้องมีการป้องกันศีรษะมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้นักกีฬาได้รับผลกระทบในระยะยาว
การวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน
วิธีการวินิจฉัยหลักของโรคพาร์กินสันจะใช้วิธีการตรวจร่างกายและการซักประวัติ และถึงแม้ว่าโรคพาร์กินสันจะทำให้เกิดอาการที่หลากหลายดังได้กล่าวไปแล้ว แต่เกณฑ์สำคัญในการวินิจฉัยโรคพาร์กินสันก็ยังเป็นอาการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว คือการเคลื่อนไหวที่ช้าลงบวกกับอาการสั่นและอาการเกร็ง โดยจะมีลักษณะเฉพาะ คือมักจะเริ่มต้นที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย และมีอาการเพิ่มขึ้นตามเวลา ก่อนที่จะเป็นด้านตรงกันข้าม เช่น ถ้าผู้ป่วยเริ่มต้นด้วยอาการสั่นและเคลื่อนไหวช้าที่แขนข้างซ้าย หลังจากนั้นก็จะเป็นที่แขนข้างขวา โดยบางคนอาจจะแค่มีอาการช้ากับเกร็งก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอาการสั่น (ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะมีอาการสั่ง ขณะที่ร้อยละ 30 จะไม่มี) แต่อาการสั่นของโรคพาร์กินสันจะสั่นในขณะที่อยู่เฉยๆ เช่น มือสั่นในขณะที่นั่งดูทีวีเฉยๆ แต่ขณะที่เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำมือจะไม่สั่น อันเป็นลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า rest tremor และถือว่าเป็นเกณฑ์สำคัญในการวินิจฉัยผู้ป่วยโรคพาร์กินสันอีกอย่างหนึ่ง
ส่วนอาการอื่นๆ เช่น ท้องผูก ไม่ได้กลิ่น ปัจจุบันแพทย์ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันหรือไม่จากอาการเพียงแค่นี้ แต่ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้แล้วไม่สามารถตรวจหาสาเหตุที่ควรจะเป็นพบ แพทย์อาจจะแนะนำให้ผู้ป่วยเหล่านี้ไปรับการตรวจทางระบบประสาทและการเคลื่อนไหวด้วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ท้องผูกเรื้อรังเพิ่มขึ้น หรือมีปัญหาเรื่องการดมกลิ่นเพิ่มขึ้น เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว แต่เป็นในระดับที่น้อยมากจนเขาไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหาต่อชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ดีผู้ป่วยที่ท้องผูกไม่ต้องตื่นตระหนกว่าตัวเองจะเป็นโรคพาร์กินสัน
สัญญาณเตือนพาร์กินสัน
- มีการเคลื่อนไหวช้าหรือสั่นที่เพิ่มขึ้นตามเวลา คือมีอาการเพิ่มขึ้นในเวลา 3-6 เดือน และอาการสั่นเริ่มต้นที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายก่อนที่จะเป็นอีกด้าน จะไม่เริ่มสั่นพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง
การรักษา
ปัจจุบันโรคพาร์กินสันยังเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าหากผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้รับการรักษายิ่งเร็วจะทำให้มีอาการดีขึ้นในระยะยาวสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาช้า ซึ่งการรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีวิธีการหลักๆ ดังนี้
1. การรักษาด้วยยา ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาหลักที่ใช้กับผู้ป่วยทุกราย ส่วนจะใช้ยาตัวใดก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ แต่หลักง่ายๆ คือการเสริมโดปามีนในสมอง โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา
2. การออกกำลังกาย ซึ่งแพทย์จะเน้นให้ผู้ป่วยทุกรายทำการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่ต้องนั่งรถเข็น ซึ่งก็จะมีท่าออกกำลังกายสำหรับคนนั่งรถเข็น หรือผู้ป่วยอาจจะยังวิ่งได้ก็จะมีท่าออกกำลังกายสำหรับคนวิ่งได้ โดยต้องออกกำลังกายทุกวันอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา
3. การผ่าตัด ซึ่งจะทำกับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นเท่านั้น (เพียงร้อยละ 5) คือในผู้ป่วยที่ระดับยาไม่คงที่ โดยการผ่าตัดจะทำให้การตอบสนองต่อยาดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยพาร์กินสันที่ผ่าตัดส่วนใหญ่ยังต้องกินยาต่อไป
แม้ว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยพาร์กินสันจะสูงกว่าคนปกติ แต่ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนมากกว่าการเสียชีวิตจากโรคพาร์กินสัน เช่น หกล้มเนื่องจากเดินไม่ดี กระดูกหัก ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสเลือด
การป้องกัน
แม้จะยังไม่หลักฐานที่ชี้ชัดแน่นอนว่ามีอะไรที่สามารถป้องกันการเกิดโรคพาร์กินสันได้ แต่ก็เริ่มมีหลักฐานมากขึ้นที่ยืนยันว่าคนที่ออกกำลังกายมากเป็นโรคพาร์กินสันน้อยลง นอกจากนี้แพทย์ยังมีประสบการณ์ที่ทำให้เชื่อว่าความไม่เครียดจะช่วยลดการเกิดโรคได้หลายๆ โรค รวมถึงโรคทางระบบประสาทหลายๆ อย่าง ฉะนั้นควรเลือกออกกำลังกายแบบใดก็ได้ที่คุณชอบเพื่อจะได้ทำอย่างสม่ำเสมอ คุณจะได้ปลอดภัยจากโรคพาร์กินสันมากขึ้น
ถ้าคนใกล้ชิดเป็นพาร์กินสัน
อย่างที่ทราบว่าโรคพาร์กินสันไม่สามารถรักษาให้หายได้ ฉะนั้นคนที่มีคนใกล้ชิดเป็นโรคพาร์กินสันจึงต้องดูแลผู้ป่วยค่อนข้างยาวนาน จึงขอแนะนำว่า
1. ดูแลด้วยความเข้าใจ เพราะโรคพาร์กินสันจะมีอาการขึ้นๆ ลงๆ บางช่วงอาการอาจจะดีขึ้น บางช่วงอาการอาจจะแย่ลง ฉะนั้นควรดูแลด้วยความเข้าใจเพราะผู้ป่วยไม่ได้แกล้งทำ
2. ระวังความเครียด ทั้งในส่วนของผู้ป่วยและผู้ดูแล เพราะอาการทางกายอาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดความเครียด ขณะที่ความเหน็ดเหนื่อยของผู้ดูแลก็อาจจะทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน ฉะนั้นต้องรู้จักให้อภัยกัน และถ้าเป็นไปได้ผู้ดูแลอาจจะต้องหาคนช่วย เพื่อให้คุณดูแลผู้ป่วยได้ดีในระยะยาว และทำให้คุณเครียดน้อยลง รวมถึงมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้าง อย่าคิดว่าการที่มีคนอื่นมาช่วยดูแลเป็นเพราะคุณรักหรือเป็นห่วงผู้ป่วยน้อยลง
ไม้เท้าพาร์กินสันพระราชทาน
ศูนย์รักษาโรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้จัดทำไม้เท้าพาร์กินสันพระราชทานขึ้น โดยความร่วมมือจากคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีปัญหาเดินติดสามารถขอรับไม้เท้าได้ฟรีที่ 081 107 9999
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น