แก้อาการไอ ง่ายๆ ด้วยสูตรสมุนไพรใกล้ตัว
อาการไอ เป็นส่วนหนึ่งของกลไกของปอด ที่ใช้ในการสกัดสิ่งที่บุกรุกเข้ามา โดยทั่วไป อาการไอ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น สูดดมควันต่างๆ ฝุ่นละออง หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ แต่สาเหตุสำคัญ คือ การติดเชื้อจากแบคทีเรีย ไวรัส หากมีอาการเจ็บคอ ไอแห้งๆ หรือมี เสมหะเล็กน้อย มักเป็นอาการร่วมของโรคหวัด ได้แก่ ไข้หวัด โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เสมหะอุดตันที่คอ ไข้หวัดใหญ่ หรือติดเชื้อไวรัสอื่นๆ
ส่วนสาเหตุที่อาจเป็นไปได้แต่พบได้น้อยได้แก่ หัด ไอกรน คออักเสบ กล่องเสียงอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดบวม เป็นต้น
วิธีรักษาอาการไอที่ดีที่สุดคือ การรักษาที่ต้นเหตุของการไอ แต่ไม่ใช่การกดอาการไว้ เพราะการไอจะช่วยขับเอาเสมหะ และฝุ่นละอองที่ สูดหายใจเข้าไปออกจากปอด หลอดลม และหลอดคอออกมา
รักษาไอให้ถูกวิธี
เมื่อเริ่มมีอาการไอ คนส่วนใหญ่มักรีบสรรหายาแก้ไอสารพัดยี่ห้อมากิน ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว บางครั้งยังส่งผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมา ทางที่ดีที่สุดควรแก้ด้วยวิธีที่ปลอดภัยดังนี้ค่ะ
1. ควรปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยพยายามอยู่ในบริเวณที่มีอากาศไม่เย็น ไม่มีฝุ่นละออง
2. อาการไอแบบมีเสมหะ จะเป็นการดึงมูกออกจากเนื้อเยื่อ ควรนอนหนุนหมอนให้ศีรษะสูงกว่าลำตัว หรือในลักษณะกึ่งนอนกึ่งนั่ง เพื่อช่วยให้การหายใจคล่องขึ้น เมื่ออาการดีขึ้นแล้วจึงค่อยนอนราบตามปกติ
3. ถ้ามีอาการไอแบบแห้ง จนไม่สามารถนอนหลับพักผ่อนได้ ควรใช้ยาสมุนไพรที่มีลักษณะข้น เพื่อเป็นการเคลือบคอ และบรรเทาอาการปวด
บรรเทาอาการไอด้วยสมุนไพร
• ขิง รสหวานเผ็ดร้อนจะช่วยขับเสมหะ โดยนำเอาส่วนเหง้าขิงแก่ฝนกับน้ำมะนาว หรือใช้เหง้าขิงสดตำผสมน้ำเล็กน้อย คั้นเอาน้ำและเติม เกลือนิดหน่อย ใช้กวาดคอ หรือจิบบ่อยๆ หรือใช้ขิงแก่สดขนาดเท่าหัวแม่มือ ทุบให้แตกต้มกับน้ำให้เดือด จิบเวลาไอ
• ดีปลี รสเผ็ดร้อนมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ ใช้ผลแก่ของดีปลีประมาณ 1/2-1 ผล ฝนกับน้ำมะนาว เติมเกลือนิดหน่อย กวาดลิ้นหรือจิบ บ่อยๆ
• เพกา เมล็ดเพกาเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งใน "น้ำจับเลี้ยง" ของคนจีน ใช้ดื่มแก้ร้อนใน เมล็ดเพกามีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ และขับ เสมหะ โดยใช้เมล็ดเพกาประมาณ 1/2-1 กำมือ (หนัก 1.5-3 กรัม) ต้มกับน้ำประมาณ 300 มิลลิลิตร ตั้งไฟอ่อนๆ ต้มให้เดือดนานประมาณ 1 ชั่วโมง ใช้ดื่มเป็นยาวันละ 3 ครั้ง
• มะขามป้อม ผลสดของมะขามป้อม มีรสเปรี้ยวอมฝาด มีสรรพคุณรักษาอาการไอ ช่วยขับเสมหะ โดยใช้เนื้อผลแก่สด 2-3 ผล โขลกให้แหลก เหยาะเกลือเล็กน้อย ใช้อมหรือเคี้ยววันละ 3-4 ครั้ง
• มะขาม รสเปรี้ยวของมะขาม สามารถกัดเสมหะให้ละลายได้ เมื่อมีอาการไอ ระคายคอจากเสมหะ ให้ใช้เนื้อในฝักแก่ของมะขามเปรี้ยว หรือมะขามเปียก (ที่มีรสเปรี้ยว) จิ้มเกลือกินพอสมควร หรืออาจคั้นเป็นน้ำมะขามเหยาะเกลือเล็กน้อย ใช้จิบบ่อยๆ ก็ได้
• มะนาว รสเปรี้ยวของน้ำมะนาว มีสรรพคุณแก้อาการไอ และขับเสมหะ โดยใช้ผลสดคั้นเอาแต่น้ำ จะได้น้ำมะนาวเข้มข้น และใส่เกลือเล็ก น้อยจิบบ่อยๆ หรือจะทำเป็นน้ำมะนาวใส่เกลือและน้ำตาล ปรุงให้มีรสจัด จิบบ่อยๆ ตลอดวัน หรือหั่นมะนาวขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย จิ้มเกลือ นิดหน่อย ใช้อมบ้างเคี้ยวบ้าง
• มะแว้งเครือ รสขมของมะแว้ง มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ และกัดเสมหะ โดยใช้ผลแก่สดประมาณ 5-10 ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาแต่น้ำ ใส่ เกลือ จิบบ่อยๆ หรือจะใช้ผลสดเคี้ยว แล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อ จนกว่าอาการจะดีขึ้นก็ได้
กิน รักษาอาการไอ
การเลือกบริโภคก็มีส่วนช่วยบรรเทาอาการไอได้ แต่ต้องเป็นการกินที่ถูกวิธีและถูกสูตรด้วยนะคะ
1. กินกระเทียมอัดเม็ดครั้งละ 2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง
2. กินวิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน
3. อมลูกอมรสเมนทอล หรือชนิดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการชา จะทำให้รู้สึกชุ่มคอ
4. ผสมน้ำส้มไซเดอร์ 1 ส่วน กับน้ำอุ่น 3 ส่วน เอาผ้าขนหนูชุบน้ำดังกล่าว แล้วพันรอบคอไว้ จะช่วยขับเสมหะ
บำบัดอาการไอด้วยน้ำมันหอม
น้ำมันหอมสำหรับบำบัดอาการไอ แต่ละกลิ่นก็เหมาะกับแต่ละคน ที่มีธาตุเจ้าเรือนต่างกันดังนี้ค่ะ
• ธาตุเจ้าเรือนดิน ใช้ไพล ไม้จันทน์ มะลิ
• ธาตุเจ้าเรือนน้ำ ใช้โหระพา กำยาน มะลิ
• ธาตุเจ้าเรือนลม ใช้โหระพา เปปเปอร์มิ้นต์
• ธาตุเจ้าเรือนไฟ ใช้โรสแมรี่ พิมเสน การบูร ทีทรี ยูคาลิปตัส ขิง
• ธาตุเจ้าเรือนเป็นกลาง ใช้กุหลาบ
วิธีบำบัด
1. ใช้สูดดมโดยตรง หรือใช้หยดในน้ำร้อนแล้วสูดดม
2. ผสมน้ำมันหอมระเหย วาสลีน และขี้ผึ้งเข้าด้วยกัน แล้วทาที่บริเวณหน้าอก
3. หากคัดจมูกมากจนหายใจไม่ออก บางทีการสูดดมอาจไม่ค่อยได้ผล ให้ใช้นิ้วถูข้างจมูกทั้งสองข้างให้ร้อน สั่งน้ำมูกออก แล้ว ค่อยสูดดมใหม่ หรือใช้การทานวดจะได้ผลมากกว่า
4. นำยูคาลิปตัส เปปเปอร์มิ้นต์ ลาเวนเดอร์ และไพล ผสมในอัตราส่วนเท่าๆ กัน ใช้สูดดมสูตรนี้ทำให้น้ำมูกลดลงทันที หายใจ สะดวกขึ้น
5. นำยูคาลิปตัส ไธม์ สน ไซเปรส และแซนดัลวูด ชนิดละ 2-3 หยด หยดลงในอ่างน้ำร้อน แล้วสูดดมไอน้ำประมาณ 10 นาที วันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าอาการไอจะหายไป
6. ถ้าต้องการแก้อาการวิงเวียนหน้ามืด ให้เติมการบูร หรือพิมเสน ลงไปเล็กน้อยตามสูตรจากข้อ 4 หรืออาจทำเป็นยาดมพกติดตัว ไว้ เวลาเดินทางไกลๆ หากบังเอิญว่ามีใครไอ จาม ก็หยิบขึ้นมาดมป้องกันการติดเชื้อได้ค่ะ
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 159
แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com
วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554
สมุนไพรช่วยย่อยอาหาร
สมุนไพรช่วยย่อยอาหาร
อาหารไทยได้ชื่อว่าอุดมด้วยสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ แถมบ่อยครั้งที่ช่วยเยียวยาอาการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพายา วันนี้มีสมุนไพรที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีมาฝาก คนที่มักจะมีอาการท้องอืดท้อง เฟ้อ จุกเสียดแน่นเป็นประจำค่ะ
• กระเทียม กระเทียมเป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพหลายด้าน เมื่อรับประทานเข้าไป สารในกระเทียมจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดี ช่วยในการย่อยอาหาร และยังแก้อาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย มีของฝากพิเศษสำหรับคนที่มีอาการจุกเสียดแน่น เนื่องจากอาหารไม่ย่อยอยู่บ่อยๆ ให้นำกระเทียมปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบ ซอยให้ละเอียด รับประทานกับน้ำหลังมื้ออาหาร อาการจะค่อยๆ หายไป
• หอมเล็ก มีฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ไกลโคไซด์ (Glycosides) เพคติน (Pectin) และกลูโคคินิน (Glucokinin) ช่วยย่อยอาหารและทำให้เจริญหาอาหาร หอมเล็กสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด โดยเฉพาะยำต่างๆ
• พริกสด พริกทุกชนิดไม่ว่าจะเผ็ดมากเผ็ดน้อย ก็ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำลายให้ออกมามาก ซึ่งเอนไซม์ในน้ำลายนี้จะช่วยย่อยสลายแป้งในปาก นอกจากนี้ยังพบว่าพริกขี้หนูรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร และขับลมได้ดี พริกอยู่ในสำรับไทยหลากหลายเมนู แต่อย่าเผลอกินเผ็ดจนท้องไส้ปั่นป่วนนะคะ
• ข่า ข่ามีฤทธิ์ขับน้ำดี จึงช่วยย่อยอาหารเช่นกัน วิธีที่ดีที่ทำให้เรากินข่าได้อร่อยเหมือนผักอื่นๆ ก็คือ เวลานำข่ามาใส่อาหารให้หั่นข่าเป็นชิ้นเล็กๆ
• ตะไคร้ ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย ถ้าจะให้กินตะไคร้สดๆ ก็คงไม่น่าอร่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นน้ำพริกตะไคร้หรือชาตะไคร้ ก็อร่อยไม่เบา
• ใบแมงลัก ใบแมงลักมีกลิ่นหอมเป็นลักษณะเฉพาะ หอมโล่งจมูก และน้ำมันหอมระเหยหอมๆ นี้เอง ที่มีฤทธิ์ในการช่วยย่อยอาหาร คุยเรื่องใบแมงลักก็คิดถึงแกงเลียงทุกที
• ใบกะเพรา มีฤทธิ์ขับน้ำดีออกมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป
สมุนไพรทั้ง 7 ชนิด นี้ หากเลือกกินอย่างเหมาะสม ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการย่อยมากวนใจ ทางที่ดี ปลูกไว้ในบ้านก็ได้ เพราะปลูกง่ายทุกชนิดค่ะ
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 229
แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com
อาหารไทยได้ชื่อว่าอุดมด้วยสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ แถมบ่อยครั้งที่ช่วยเยียวยาอาการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพายา วันนี้มีสมุนไพรที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีมาฝาก คนที่มักจะมีอาการท้องอืดท้อง เฟ้อ จุกเสียดแน่นเป็นประจำค่ะ
• กระเทียม กระเทียมเป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพหลายด้าน เมื่อรับประทานเข้าไป สารในกระเทียมจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดี ช่วยในการย่อยอาหาร และยังแก้อาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย มีของฝากพิเศษสำหรับคนที่มีอาการจุกเสียดแน่น เนื่องจากอาหารไม่ย่อยอยู่บ่อยๆ ให้นำกระเทียมปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบ ซอยให้ละเอียด รับประทานกับน้ำหลังมื้ออาหาร อาการจะค่อยๆ หายไป
• หอมเล็ก มีฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ไกลโคไซด์ (Glycosides) เพคติน (Pectin) และกลูโคคินิน (Glucokinin) ช่วยย่อยอาหารและทำให้เจริญหาอาหาร หอมเล็กสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด โดยเฉพาะยำต่างๆ
• พริกสด พริกทุกชนิดไม่ว่าจะเผ็ดมากเผ็ดน้อย ก็ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำลายให้ออกมามาก ซึ่งเอนไซม์ในน้ำลายนี้จะช่วยย่อยสลายแป้งในปาก นอกจากนี้ยังพบว่าพริกขี้หนูรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร และขับลมได้ดี พริกอยู่ในสำรับไทยหลากหลายเมนู แต่อย่าเผลอกินเผ็ดจนท้องไส้ปั่นป่วนนะคะ
• ข่า ข่ามีฤทธิ์ขับน้ำดี จึงช่วยย่อยอาหารเช่นกัน วิธีที่ดีที่ทำให้เรากินข่าได้อร่อยเหมือนผักอื่นๆ ก็คือ เวลานำข่ามาใส่อาหารให้หั่นข่าเป็นชิ้นเล็กๆ
• ตะไคร้ ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย ถ้าจะให้กินตะไคร้สดๆ ก็คงไม่น่าอร่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นน้ำพริกตะไคร้หรือชาตะไคร้ ก็อร่อยไม่เบา
• ใบแมงลัก ใบแมงลักมีกลิ่นหอมเป็นลักษณะเฉพาะ หอมโล่งจมูก และน้ำมันหอมระเหยหอมๆ นี้เอง ที่มีฤทธิ์ในการช่วยย่อยอาหาร คุยเรื่องใบแมงลักก็คิดถึงแกงเลียงทุกที
• ใบกะเพรา มีฤทธิ์ขับน้ำดีออกมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป
สมุนไพรทั้ง 7 ชนิด นี้ หากเลือกกินอย่างเหมาะสม ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการย่อยมากวนใจ ทางที่ดี ปลูกไว้ในบ้านก็ได้ เพราะปลูกง่ายทุกชนิดค่ะ
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 229
แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com
มะเร็ง อาการ การบำบัด การป้องกัน
มะเร็ง ตัวร้าย
มะเร็ง คือ เซลล์ทีเปลี่ยนสภาพไปเป็นเนื้อร้าย เติบโตและขยายตัวในหลอดเลือด และน้ำเหลือง กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย ซึ่งหากเป็นส่วนที่สำคัญ เช่น ปอด ตับ สมอง ก็จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วโดยมีสารเคมีที่เรียกว่า คาร์ซิโนเจน (Carcinogen) เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้โครโมโซมในนิวเคลียสของเซลล์ผิดปกติไปจนกลายเป็นมะเร็งที่มีการแบ่งตัวขยายออกไปเรื่อยๆ
อาการที่ส่อเค้า
1. ก้อนเนื้อ ตุ่มบนหรือใต้ผิวหนัง เต้านม ริมฝีปาก อวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย
2. หูด ปาน ที่ผิดปกติ
3. แผลเรื้อรัง
4. ตกขาว โลหิต หรือเมือกผิดปกติที่ออกทางช่องคลอดมาก
5. ไอ เสียงแหบ โดยที่ไม่ได้เป็นหวัด และหาสาเหตุไม่ได้
6. เบื่ออาหาร ร่างกายผ่ายผอมอย่างรวดเร็ว กลืนอาหารลำบาก เจ็บคอ
7. ระบบการขับถ่ายผิดปกติเป็นเวลานาน
การบำบัดรักษา
ระยะเริ่มแรก แพทย์อาจใช้การผ่าตัด ฉายแสง ใส่แร่เรเดียมซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้กว่า 30 %
ระยะที่เป็นมานานแล้ว มักใช้สารเคมีเข้าบำบัด (Chemotherapy) บางรายต้องใช้การฉายแสงรังสี เพื่อประคองชีวิต
มะเร็งสามารถเกิดได้ที่อวัยวะใดบ้าง เซลล์ร้ายตัวนี้ สามารถเกิดได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย แต่ที่พบมากได้แก่
มะเร็งเต้านม พบมากที่สุดอันดับหนึ่งของผู้หญิง สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม ฮอร์โมนที่ผิดปกติ ความอ้วน อาหารที่รับประทานมีไขมันสูง การลุกลามของมะเร็งจากอวัยวะอื่นมายังเต้านม ป้องกันได้ด้วยการตรวจเป็นประจำด้วยแพทย์หรือตนเอง
มะเร็งปากมดลูก เชื่อว่าเกิดจากเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Viruses) การตรวจหามะเร็งชนิดนี้ควรตรวจหลังหมดประจำเดือน 1 สัปดาห์ และควรงดการมีพศสัมพันธ์ 24-48 ชั่วโมง ก่อนการตรวจ
มะเร็งผิวหนัง มักพบในผู้สูงอายุในวัย 40-50 ปีขึ้นไป ปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ได้แก่ แสงแดด หรือแสงอุลตร้าไวโอเลต บริเวณของผิวหนังจะเกิดความผิดปกติ เช่น ก้อนตุ่มเล็ก ที่เริ่มขยายวงกว้างออกไป หรือโตขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นหากเป็นแผลที่ผิวหนัง และไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาให้หายขาด
มะเร็งปอด เกิดจากความสกปรกของอากาศ รังสี สารเคมีที่ปนเปื้อนในบรรยากาศ การสูบบุหรี่จัดเป็นเวลานาน แผลเรื้อรังในปอด สังเกตได้จากอาการไอเป็นระยะเวลานาน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร เจ็บคอเจ็บหน้าอก เสียงแหบ หายใจลำบาก กลืนอาหารลำบาก เหล่านี้ล้วนส่ออาการเริ่มต้นของมะเร็งปอดทั้งสิ้น การวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยการเอ๊กซเรย์ปอด และลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดได้ด้วยการงดสูบบุหรี่
มะเร็งช่องปาก เกิดได้กับกระพุ้งแก้ม ลิ้น เหงือก เพดานปาก พื้นปาก และริมฝีปาก สาเหตุจากอวัยวะดังกล่าวมีสิ่งมาทำให้ระคายเคืองซ้ำ ๆ นาน ๆ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายในช่องปากเอง ฟันที่แหลมคม เหงือกอักเสบ หรืออาหารที่รับประทาน อาการที่สังเกตได้ เช่น มีแผลในช่องปากนานเกิน 3 สัปดาห์ มีฝ้าขาว ตุ่มนูน มีก้อนในช่องปาก และแตกเป็นแผล ลิ้นเป็นแผลเรื้อรัง เป็นต้น
มะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะสืบพันธ์ชาย ที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก ไต อวัยวะเพศชาย แต่ก็สามารถเกิดได้กับลูกอัณฑะ ถุงอัณฑะ ได้เช่นกัน อาการที่บ่งบอกความเสี่ยง คือ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขัด กระปิดประปรอย แผลเรื้อรังที่มีเลือดออกร่วมกับกลิ่นเหม็นของอวัยวะเพศชาย อาการคันหรือเม็ดตุ่มต่าง ๆ ก้อนที่คลำได้บริเวณสีข้าง ท้องน้อย
มะเร็งตับ ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน แต่ลุกลามขยายผลได้จากไวรัสตับอักเสบชนิดบี ในรายที่เป็นพาหะในระยะเริ่มต้นของมะเร็งชนิดนี้ ผู้ป่วยจะไม่มีอาการจนกระทั่งก้อนมะเร็งเริ่มโตจนผู้ป่วยเริ่มอึดอัด ท้องบวม เบื่ออาหาร น้ำหนักลด สามารถตรวจพบได้ด้วยการอุลตร้าซาวด์ (Ultrasound) ซึ่งจะพบได้ต่อเมื่อก้อนมีขนาดตั้งแต่ 1 ซม.ขึ้นไป
ข้อแนะนำป้องกันมะเร็ง
1. หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี และอย่าลืมบอกสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายให้แพทย์ทราบ เพื่อให้การวินิจฉัยที่จะบ่งชี้การเกิดโรคได้ดียิ่งขึ้น
2. หากบุคคลในครอบครัวเคยเป็นมะเร็ง โอกาสเสี่ยงย่อมมากกว่าคนอื่น ดังนั้น ควรใส่ใจดูแลสุขภาพให้มาก หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เร่งการก่อมะเร็ง
3. เลือกรับประทานอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะวิตามินเอ ซี อี และเบต้าแคโรทีน พร้อมทั้งลดอาหารจำพวกหมัก ดองต่าง ๆ ลงด้วย
4. งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
5. กรณีที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ควรลดน้ำหนักลงให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็น
6. หยุดสูบบุหรี่ ตัวการของโรคหลายชนิด
7. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
8. หลีกเลี่ยงแสงแดด ถ้าจำเป็นต้องทำงานกลางแจ้ง ควรปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดดที่มีสาร SPF 25 ขึ้นไป
9. หลีกเลี่ยงมลภาวะเป็นพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม
10. สังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดกับร่างกายหรือตุ่มเนื้อ สิว ไฝ ปาน ว่าลุกลาม ขยายขนาดอย่างต่อเนื่องหรือไม่
แหล่งข้อมูล : www.bangkokhealth.com
มะเร็ง คือ เซลล์ทีเปลี่ยนสภาพไปเป็นเนื้อร้าย เติบโตและขยายตัวในหลอดเลือด และน้ำเหลือง กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย ซึ่งหากเป็นส่วนที่สำคัญ เช่น ปอด ตับ สมอง ก็จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วโดยมีสารเคมีที่เรียกว่า คาร์ซิโนเจน (Carcinogen) เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้โครโมโซมในนิวเคลียสของเซลล์ผิดปกติไปจนกลายเป็นมะเร็งที่มีการแบ่งตัวขยายออกไปเรื่อยๆ
อาการที่ส่อเค้า
1. ก้อนเนื้อ ตุ่มบนหรือใต้ผิวหนัง เต้านม ริมฝีปาก อวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย
2. หูด ปาน ที่ผิดปกติ
3. แผลเรื้อรัง
4. ตกขาว โลหิต หรือเมือกผิดปกติที่ออกทางช่องคลอดมาก
5. ไอ เสียงแหบ โดยที่ไม่ได้เป็นหวัด และหาสาเหตุไม่ได้
6. เบื่ออาหาร ร่างกายผ่ายผอมอย่างรวดเร็ว กลืนอาหารลำบาก เจ็บคอ
7. ระบบการขับถ่ายผิดปกติเป็นเวลานาน
การบำบัดรักษา
ระยะเริ่มแรก แพทย์อาจใช้การผ่าตัด ฉายแสง ใส่แร่เรเดียมซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้กว่า 30 %
ระยะที่เป็นมานานแล้ว มักใช้สารเคมีเข้าบำบัด (Chemotherapy) บางรายต้องใช้การฉายแสงรังสี เพื่อประคองชีวิต
มะเร็งสามารถเกิดได้ที่อวัยวะใดบ้าง เซลล์ร้ายตัวนี้ สามารถเกิดได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย แต่ที่พบมากได้แก่
มะเร็งเต้านม พบมากที่สุดอันดับหนึ่งของผู้หญิง สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม ฮอร์โมนที่ผิดปกติ ความอ้วน อาหารที่รับประทานมีไขมันสูง การลุกลามของมะเร็งจากอวัยวะอื่นมายังเต้านม ป้องกันได้ด้วยการตรวจเป็นประจำด้วยแพทย์หรือตนเอง
มะเร็งปากมดลูก เชื่อว่าเกิดจากเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Viruses) การตรวจหามะเร็งชนิดนี้ควรตรวจหลังหมดประจำเดือน 1 สัปดาห์ และควรงดการมีพศสัมพันธ์ 24-48 ชั่วโมง ก่อนการตรวจ
มะเร็งผิวหนัง มักพบในผู้สูงอายุในวัย 40-50 ปีขึ้นไป ปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ได้แก่ แสงแดด หรือแสงอุลตร้าไวโอเลต บริเวณของผิวหนังจะเกิดความผิดปกติ เช่น ก้อนตุ่มเล็ก ที่เริ่มขยายวงกว้างออกไป หรือโตขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นหากเป็นแผลที่ผิวหนัง และไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาให้หายขาด
มะเร็งปอด เกิดจากความสกปรกของอากาศ รังสี สารเคมีที่ปนเปื้อนในบรรยากาศ การสูบบุหรี่จัดเป็นเวลานาน แผลเรื้อรังในปอด สังเกตได้จากอาการไอเป็นระยะเวลานาน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร เจ็บคอเจ็บหน้าอก เสียงแหบ หายใจลำบาก กลืนอาหารลำบาก เหล่านี้ล้วนส่ออาการเริ่มต้นของมะเร็งปอดทั้งสิ้น การวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยการเอ๊กซเรย์ปอด และลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดได้ด้วยการงดสูบบุหรี่
มะเร็งช่องปาก เกิดได้กับกระพุ้งแก้ม ลิ้น เหงือก เพดานปาก พื้นปาก และริมฝีปาก สาเหตุจากอวัยวะดังกล่าวมีสิ่งมาทำให้ระคายเคืองซ้ำ ๆ นาน ๆ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายในช่องปากเอง ฟันที่แหลมคม เหงือกอักเสบ หรืออาหารที่รับประทาน อาการที่สังเกตได้ เช่น มีแผลในช่องปากนานเกิน 3 สัปดาห์ มีฝ้าขาว ตุ่มนูน มีก้อนในช่องปาก และแตกเป็นแผล ลิ้นเป็นแผลเรื้อรัง เป็นต้น
มะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะสืบพันธ์ชาย ที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก ไต อวัยวะเพศชาย แต่ก็สามารถเกิดได้กับลูกอัณฑะ ถุงอัณฑะ ได้เช่นกัน อาการที่บ่งบอกความเสี่ยง คือ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขัด กระปิดประปรอย แผลเรื้อรังที่มีเลือดออกร่วมกับกลิ่นเหม็นของอวัยวะเพศชาย อาการคันหรือเม็ดตุ่มต่าง ๆ ก้อนที่คลำได้บริเวณสีข้าง ท้องน้อย
มะเร็งตับ ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน แต่ลุกลามขยายผลได้จากไวรัสตับอักเสบชนิดบี ในรายที่เป็นพาหะในระยะเริ่มต้นของมะเร็งชนิดนี้ ผู้ป่วยจะไม่มีอาการจนกระทั่งก้อนมะเร็งเริ่มโตจนผู้ป่วยเริ่มอึดอัด ท้องบวม เบื่ออาหาร น้ำหนักลด สามารถตรวจพบได้ด้วยการอุลตร้าซาวด์ (Ultrasound) ซึ่งจะพบได้ต่อเมื่อก้อนมีขนาดตั้งแต่ 1 ซม.ขึ้นไป
ข้อแนะนำป้องกันมะเร็ง
1. หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี และอย่าลืมบอกสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายให้แพทย์ทราบ เพื่อให้การวินิจฉัยที่จะบ่งชี้การเกิดโรคได้ดียิ่งขึ้น
2. หากบุคคลในครอบครัวเคยเป็นมะเร็ง โอกาสเสี่ยงย่อมมากกว่าคนอื่น ดังนั้น ควรใส่ใจดูแลสุขภาพให้มาก หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เร่งการก่อมะเร็ง
3. เลือกรับประทานอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะวิตามินเอ ซี อี และเบต้าแคโรทีน พร้อมทั้งลดอาหารจำพวกหมัก ดองต่าง ๆ ลงด้วย
4. งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
5. กรณีที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ควรลดน้ำหนักลงให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็น
6. หยุดสูบบุหรี่ ตัวการของโรคหลายชนิด
7. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
8. หลีกเลี่ยงแสงแดด ถ้าจำเป็นต้องทำงานกลางแจ้ง ควรปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดดที่มีสาร SPF 25 ขึ้นไป
9. หลีกเลี่ยงมลภาวะเป็นพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม
10. สังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดกับร่างกายหรือตุ่มเนื้อ สิว ไฝ ปาน ว่าลุกลาม ขยายขนาดอย่างต่อเนื่องหรือไม่
แหล่งข้อมูล : www.bangkokhealth.com
ป้ายกำกับ:
มะเร็ง,
มะเร็งเต้านม,
มะเร็งปากมดลูก,
โรค,
สุขภาพ
สูตรสมุนไพรสยบลมพิษ
สูตรสมุนไพรสยบลมพิษ
ลมพิษ (Hives) เป็นภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีทั้งลมพิษชนิดเฉียบพลัน และลมพิษชนิดเรื้อรัง เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่แพ้ เช่น อาหาร สารปรุงแต่งในอาหาร หรือยาปฏิชีวนะบางตัว ในบางรายอาจเกิดจากการติดเชื้อ เช่น หวัด ฟันผุ ไซนัสอักเสบ ไวรัสตับอักเสบ หรือแม้กระทั่งพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ก็เป็นสาเหตุของลมพิษได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากการแพ้อากาศหนาว ฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ สารเคมีต่างๆ หรือแม้กระทั่งแสงแดด ล้วนเป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน แต่สำหรับบางคนก็ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้
เมื่อเกิดอาการแพ้ ร่างกายจะสร้างสารที่เรียกว่าฮีสตามีน (histamine) ออกมาจากเซลล์ในชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้หลอดเลือดฝอยขยายตัว และมีพลาสมา (น้ำเลือด) ซึมออกมาในชั้นผิวหนัง จนเกิดเป็นผื่นนูนแดง ส่วนใหญ่ผื่นจะหายไปเองภายใน 3-4 ชั่วโมง บางรายอาจเป็นอยู่นานหลายวันหรือหลายสัปดาห์
รักษาลมพิษด้วยสมุนไพร
การทาขี้ผึ้งหรือโลชั่น เป็นเพียงการช่วยบรรเทาอาการคันได้ ในชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ทางที่ดี เมื่อมีอาการลมพิษไม่ควรเกา เพราะการเกาจะไปกระตุ้น ให้ผื่นลมพิษยิ่งขยายมากขึ้น และที่สำคัญควรจดรายการอาหารหรือยาที่กินก่อนเป็นลมพิษ ถ้าหากเป็นซ้ำอีกบันทึกนี้ จะช่วยให้รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ แล้วงดสิ่งนั้น
หากลองวิธีข้างต้นแล้วยังไม่ได้ผล ลองเหลียวซ้ายแลขวามองหาสมุนไพรใกล้ตัวคุณดูสิคะ ซึ่งสมุนไพรสำหรับรักษาลมพิษมีดังนี้ค่ะ
สมุนไพรชนิดทา
• สีเสียด นำสีเสียดมาผสมกับปูนแดง (ที่ใช้กินกับหมาก) ใส่น้ำพอหมาด ใช้ทาบริเวณที่เป็นลมพิษ
• ใบพลู นำใบพลูมาตำให้ละเอียด ผสมกับเหล้าขาว ใช้ทาบริเวณที่เป็นลมพิษ
• หัวข่าแก่ นำหัวข่าแก่มาตำให้ละเอียด ผสมเหล้าขาว นำมาทาบริเวณที่เป็นลมพิษ
• ใบเสลดพังพอน นำใบหรือต้นของเสลดพังพอนตำกับแป้งดินสอพอง ผสมเหล้า ใช้ทาบริเวณที่เป็นลมพิษ
หมายเหตุ ใช้สมุนไพรเหล่านี้ในปริมาณที่พอเหมาะกับบริเวณที่เป็น และใช้ปูนแดงหรือเหล้าขาวซึ่งเป็นตัวทำปฏิกิริยาในปริมาณเล็กน้อย
สมุนไพรชนิดกิน
• นำใบขิงสด ใบพริกไทยสด และใบคนทีสอ อย่างละเจ็ดใบมาโขลกรวมกัน แล้วคั้นเอาน้ำที่ได้มาดื่มแก้ลมพิษ
• นำต้นขลู่นา (ทั้งราก ต้น ใบ และดอก) ต้มกับน้ำสะอาดดื่มบ่อยๆ นอกจากจะช่วยขับปัสสาวะได้แล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการลมพิษได้อีกทางหนึ่ง
ป้องกันด้วยอาหาร
เมื่อภูมิชีวิตตก จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง การฟื้นฟูสมรรถนะของร่างกาย จะเป็นไปอย่างไม่เต็มที่ เพราะแมสต์เซลล์ (mast cell) ถูกทำลาย จึงเกิดอาการแพ้ได้ง่ายกว่าคนปกติ
ในสมัยก่อนคนโบราณจะนำดอกแค ยอดแค หยวกกล้วย และหัวปลีมาปรุงอาหาร เพราะมีสารอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย หรือแม้แต่ผักผลไม้ต่างๆ ก็ช่วยได้เช่นกัน แต่ที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน ก็คือกล้วยน้ำว้าและมะละกอสุก
วิธีปฏิบัติตัวหนีลมพิษ
วิธีง่ายๆ และใกล้ตัวอีก วิธีหนึ่งคือเวลาที่มีอาการลมพิษกำเริบ สามารถบรรเทาอาการได้ โดยการอาบน้ำเย็น และใช้ครีมวิตามินอี นอกจากนั้น ควรกินวิตามินซีเสริมประมาณวันละ 1-2 กรัม และเพื่อเป็นการป้องกันในระยะยาว ควรเลี่ยงอาหารบางอย่าง หรือสิ่งที่แพ้อื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดลมพิษ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นค่ะ
อาการลมพิษที่ควรรีบไปพบแพทย์
1. คันรุนแรงหรือบวมมากบริเวณใบหน้า ตา ปาก และลิ้น
2. มีอาการเสียงแหบ หรือแน่นหน้าอก หอบ หรือหายใจไม่ออกเฉียบพลัน
3. มีอาการเป็นลม ช็อก ความดันโลหิตต่ำร่วมด้วย
4. แต่ละแห่งที่ลมพิษขึ้นผื่นยุบช้า คือเกิดขึ้นนานกว่า 24 ชั่วโมง และหลังจากที่ผื่นบริเวณนั้นหายแล้ว จะมีลักษณะเป็นรอยสีน้ำตาลคล้ำเกิดขึ้น
5. มีอาการไข้ ปวดข้อ และแพ้แดดร่วมด้วย
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 153
แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com
ลมพิษ (Hives) เป็นภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีทั้งลมพิษชนิดเฉียบพลัน และลมพิษชนิดเรื้อรัง เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่แพ้ เช่น อาหาร สารปรุงแต่งในอาหาร หรือยาปฏิชีวนะบางตัว ในบางรายอาจเกิดจากการติดเชื้อ เช่น หวัด ฟันผุ ไซนัสอักเสบ ไวรัสตับอักเสบ หรือแม้กระทั่งพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ก็เป็นสาเหตุของลมพิษได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากการแพ้อากาศหนาว ฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ สารเคมีต่างๆ หรือแม้กระทั่งแสงแดด ล้วนเป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน แต่สำหรับบางคนก็ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้
เมื่อเกิดอาการแพ้ ร่างกายจะสร้างสารที่เรียกว่าฮีสตามีน (histamine) ออกมาจากเซลล์ในชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้หลอดเลือดฝอยขยายตัว และมีพลาสมา (น้ำเลือด) ซึมออกมาในชั้นผิวหนัง จนเกิดเป็นผื่นนูนแดง ส่วนใหญ่ผื่นจะหายไปเองภายใน 3-4 ชั่วโมง บางรายอาจเป็นอยู่นานหลายวันหรือหลายสัปดาห์
รักษาลมพิษด้วยสมุนไพร
การทาขี้ผึ้งหรือโลชั่น เป็นเพียงการช่วยบรรเทาอาการคันได้ ในชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ทางที่ดี เมื่อมีอาการลมพิษไม่ควรเกา เพราะการเกาจะไปกระตุ้น ให้ผื่นลมพิษยิ่งขยายมากขึ้น และที่สำคัญควรจดรายการอาหารหรือยาที่กินก่อนเป็นลมพิษ ถ้าหากเป็นซ้ำอีกบันทึกนี้ จะช่วยให้รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ แล้วงดสิ่งนั้น
หากลองวิธีข้างต้นแล้วยังไม่ได้ผล ลองเหลียวซ้ายแลขวามองหาสมุนไพรใกล้ตัวคุณดูสิคะ ซึ่งสมุนไพรสำหรับรักษาลมพิษมีดังนี้ค่ะ
สมุนไพรชนิดทา
• สีเสียด นำสีเสียดมาผสมกับปูนแดง (ที่ใช้กินกับหมาก) ใส่น้ำพอหมาด ใช้ทาบริเวณที่เป็นลมพิษ
• ใบพลู นำใบพลูมาตำให้ละเอียด ผสมกับเหล้าขาว ใช้ทาบริเวณที่เป็นลมพิษ
• หัวข่าแก่ นำหัวข่าแก่มาตำให้ละเอียด ผสมเหล้าขาว นำมาทาบริเวณที่เป็นลมพิษ
• ใบเสลดพังพอน นำใบหรือต้นของเสลดพังพอนตำกับแป้งดินสอพอง ผสมเหล้า ใช้ทาบริเวณที่เป็นลมพิษ
หมายเหตุ ใช้สมุนไพรเหล่านี้ในปริมาณที่พอเหมาะกับบริเวณที่เป็น และใช้ปูนแดงหรือเหล้าขาวซึ่งเป็นตัวทำปฏิกิริยาในปริมาณเล็กน้อย
สมุนไพรชนิดกิน
• นำใบขิงสด ใบพริกไทยสด และใบคนทีสอ อย่างละเจ็ดใบมาโขลกรวมกัน แล้วคั้นเอาน้ำที่ได้มาดื่มแก้ลมพิษ
• นำต้นขลู่นา (ทั้งราก ต้น ใบ และดอก) ต้มกับน้ำสะอาดดื่มบ่อยๆ นอกจากจะช่วยขับปัสสาวะได้แล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการลมพิษได้อีกทางหนึ่ง
ป้องกันด้วยอาหาร
เมื่อภูมิชีวิตตก จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง การฟื้นฟูสมรรถนะของร่างกาย จะเป็นไปอย่างไม่เต็มที่ เพราะแมสต์เซลล์ (mast cell) ถูกทำลาย จึงเกิดอาการแพ้ได้ง่ายกว่าคนปกติ
ในสมัยก่อนคนโบราณจะนำดอกแค ยอดแค หยวกกล้วย และหัวปลีมาปรุงอาหาร เพราะมีสารอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย หรือแม้แต่ผักผลไม้ต่างๆ ก็ช่วยได้เช่นกัน แต่ที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน ก็คือกล้วยน้ำว้าและมะละกอสุก
วิธีปฏิบัติตัวหนีลมพิษ
วิธีง่ายๆ และใกล้ตัวอีก วิธีหนึ่งคือเวลาที่มีอาการลมพิษกำเริบ สามารถบรรเทาอาการได้ โดยการอาบน้ำเย็น และใช้ครีมวิตามินอี นอกจากนั้น ควรกินวิตามินซีเสริมประมาณวันละ 1-2 กรัม และเพื่อเป็นการป้องกันในระยะยาว ควรเลี่ยงอาหารบางอย่าง หรือสิ่งที่แพ้อื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดลมพิษ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นค่ะ
อาการลมพิษที่ควรรีบไปพบแพทย์
1. คันรุนแรงหรือบวมมากบริเวณใบหน้า ตา ปาก และลิ้น
2. มีอาการเสียงแหบ หรือแน่นหน้าอก หอบ หรือหายใจไม่ออกเฉียบพลัน
3. มีอาการเป็นลม ช็อก ความดันโลหิตต่ำร่วมด้วย
4. แต่ละแห่งที่ลมพิษขึ้นผื่นยุบช้า คือเกิดขึ้นนานกว่า 24 ชั่วโมง และหลังจากที่ผื่นบริเวณนั้นหายแล้ว จะมีลักษณะเป็นรอยสีน้ำตาลคล้ำเกิดขึ้น
5. มีอาการไข้ ปวดข้อ และแพ้แดดร่วมด้วย
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 153
แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com
ความดันสูง ฆาตกรเงียบ
ความดันสูง ฆาตกรเงียบ
ภัยร้ายที่ (พอ) มองเห็น หรือบางคนอาจมีอาการปวดศีรษะตุบๆ แบบไมเกรน หรือในรายที่เป็นมานานๆ มีความดันโลหิตสูงมากๆ อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ มือเท้าชา ตามัว หรือเลือดกำเดาไหล ซึ่งในคนที่จัดอยู่ในกลุ่มแสดงอาการออกมานี้จะทำให้แพทย์วินิจฉัยได้ง่าย และสามารถให้ยาลดความดันเพื่อบรรเทาอาการได้ทันท่วงที
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือกลุ่มที่ไม่แสดงอาการออกมา เพราะหากปล่อยให้อยู่ในภาวะนั้นนานๆ จะก่อให้เกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะหลอดเลือดเลี้ยงสมอง ตา หัวใจ ไต และโอกาสที่จะทำให้หลอดเลือดสมองแตก หรือตีบตัน เป็นอัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็มีสูง รวมทั้งเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หัวใจวายเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง ไตวายเรื้อรัง
ภาวะความดันโลหิตสูงนั้น ปัจจุบันยังหาสาเหตุไม่ได้ (ส่วนใหญ่กว่า 90 %) แต่ก็มีปัจจัยเกี่ยวข้องอยู่หลายส่วน ทั้งพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม เช่น อาหารรสเค็ม สูบบุหรี่จัด มีอารมณ์เครียด หรืออ้วน ก็ล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
ดังนั้น การตรวจวัดความดันเสมอจึงเป็นทางหนึ่งที่สามารถค้นพบภาวะความดันโลหิตสูงที่ซ่อนเร้นอยู่ได้
ความดันโลหิต คืออะไร
ความดันโลหิตคือ แรงดันของการส่งเลือดในหลอดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยมีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีด ซึ่งสามารถวัดโดยใช้เครื่องวัดความดัน (Sphygmomamnometer) วัดที่แขนและมีค่าที่วัดได้สองค่า เรียกว่า “ตัวบน” และ “ตัวล่าง”
ค่าแรกจะเป็นความดันในหลอดเลือดที่เกิดขึ้นในขณะหัวใจบีบตัว ไล่เลือดออกจากหัวใจ ส่วนตัวล่างคือความดันของเลือดที่ยังค้างอยู่ในหลอดเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว โดยความดันโลหิตปกติ ความดันโลหิตตัวบนจะอยู่ที่ 120-130 มม.ปรอท และความดันโลหิตตัวล่างจะอยู่ที่ 80-85 มม.ปรอท
การรักษาและป้องกัน
การรักษาแบ่งเป็นสองส่วนคือ การใช้ยาและการไม่ใช้ยา การไม่ใช้ยาหมายถึงการลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม ในผู้ป่วยที่มีความดันสูงเล็กน้อยอาจเริ่มการรักษาโดยไม่ใช้ยา แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจอยู่ด้วยก็อาจจำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย
อีกประการที่สำคัญคือ การลดความเครียด ในระยะหลังๆ นี้คนไทยมีความเครียดสูงขึ้นมากและผลที่ตามมาคือความดันโลหิตสูง
ดังนั้น การรู้จักผ่อนคลายความเครียด รู้จักปล่อยวาง ทำจิตใจให้แจ่มใส จึงนับว่าเป็นทางออกหนึ่งซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพส่วนอื่นๆ ด้วย
สำหรับผู้ที่นิยมจิบชา ก็มีชาสมุนไพรหลายชนิด ที่มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตได้ เช่นเก็กฮวย, หญ้าหนวดแมว, ตะไคร้, ทองพันชั่ง
ซึ่งทั้งการกินยาและการปฏิบัติตัวที่ดีนั้นจะช่วยควบคุมความดันให้อยู่ในภาวะปกติได้ ดังนั้นเมื่อรักษาภาวะความดันให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติได้แล้วจึงไม่ควรกลับไปบริโภคหรือมีนิสัยที่เสี่ยงต่อการเพิ่มความดันอีก เพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ทำได้เพียงควบคุมให้อาการไม่กำเริบเท่านั้น
แม้ว่าอาจเป็นเรื่องยากที่เราจะไม่เครียดท่ามกลางความวุ่นวาย แก่งแย่งกันในสังคมปัจจุบัน แต่ถ้าเราได้หยุดพักหันหลังให้กับความสับสนวุ่นวายเหล่านั้นสักนิด ได้อยู่กับธรรมชาติ มีธรรมะเป็นที่พึ่ง มีสติปัญญาที่แจ่มใส ถึงแม้จะไม่มีทรัพย์สมบัติมาก แต่เราร่ำรวยสุขภาพดี ร่ำรวยรอยยิ้มค่ะ
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 125
แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com
ภัยร้ายที่ (พอ) มองเห็น หรือบางคนอาจมีอาการปวดศีรษะตุบๆ แบบไมเกรน หรือในรายที่เป็นมานานๆ มีความดันโลหิตสูงมากๆ อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ มือเท้าชา ตามัว หรือเลือดกำเดาไหล ซึ่งในคนที่จัดอยู่ในกลุ่มแสดงอาการออกมานี้จะทำให้แพทย์วินิจฉัยได้ง่าย และสามารถให้ยาลดความดันเพื่อบรรเทาอาการได้ทันท่วงที
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือกลุ่มที่ไม่แสดงอาการออกมา เพราะหากปล่อยให้อยู่ในภาวะนั้นนานๆ จะก่อให้เกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะหลอดเลือดเลี้ยงสมอง ตา หัวใจ ไต และโอกาสที่จะทำให้หลอดเลือดสมองแตก หรือตีบตัน เป็นอัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็มีสูง รวมทั้งเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หัวใจวายเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง ไตวายเรื้อรัง
ภาวะความดันโลหิตสูงนั้น ปัจจุบันยังหาสาเหตุไม่ได้ (ส่วนใหญ่กว่า 90 %) แต่ก็มีปัจจัยเกี่ยวข้องอยู่หลายส่วน ทั้งพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม เช่น อาหารรสเค็ม สูบบุหรี่จัด มีอารมณ์เครียด หรืออ้วน ก็ล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
ดังนั้น การตรวจวัดความดันเสมอจึงเป็นทางหนึ่งที่สามารถค้นพบภาวะความดันโลหิตสูงที่ซ่อนเร้นอยู่ได้
ความดันโลหิต คืออะไร
ความดันโลหิตคือ แรงดันของการส่งเลือดในหลอดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยมีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีด ซึ่งสามารถวัดโดยใช้เครื่องวัดความดัน (Sphygmomamnometer) วัดที่แขนและมีค่าที่วัดได้สองค่า เรียกว่า “ตัวบน” และ “ตัวล่าง”
ค่าแรกจะเป็นความดันในหลอดเลือดที่เกิดขึ้นในขณะหัวใจบีบตัว ไล่เลือดออกจากหัวใจ ส่วนตัวล่างคือความดันของเลือดที่ยังค้างอยู่ในหลอดเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว โดยความดันโลหิตปกติ ความดันโลหิตตัวบนจะอยู่ที่ 120-130 มม.ปรอท และความดันโลหิตตัวล่างจะอยู่ที่ 80-85 มม.ปรอท
การรักษาและป้องกัน
การรักษาแบ่งเป็นสองส่วนคือ การใช้ยาและการไม่ใช้ยา การไม่ใช้ยาหมายถึงการลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม ในผู้ป่วยที่มีความดันสูงเล็กน้อยอาจเริ่มการรักษาโดยไม่ใช้ยา แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจอยู่ด้วยก็อาจจำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย
อีกประการที่สำคัญคือ การลดความเครียด ในระยะหลังๆ นี้คนไทยมีความเครียดสูงขึ้นมากและผลที่ตามมาคือความดันโลหิตสูง
ดังนั้น การรู้จักผ่อนคลายความเครียด รู้จักปล่อยวาง ทำจิตใจให้แจ่มใส จึงนับว่าเป็นทางออกหนึ่งซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพส่วนอื่นๆ ด้วย
สำหรับผู้ที่นิยมจิบชา ก็มีชาสมุนไพรหลายชนิด ที่มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตได้ เช่นเก็กฮวย, หญ้าหนวดแมว, ตะไคร้, ทองพันชั่ง
ซึ่งทั้งการกินยาและการปฏิบัติตัวที่ดีนั้นจะช่วยควบคุมความดันให้อยู่ในภาวะปกติได้ ดังนั้นเมื่อรักษาภาวะความดันให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติได้แล้วจึงไม่ควรกลับไปบริโภคหรือมีนิสัยที่เสี่ยงต่อการเพิ่มความดันอีก เพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ทำได้เพียงควบคุมให้อาการไม่กำเริบเท่านั้น
แม้ว่าอาจเป็นเรื่องยากที่เราจะไม่เครียดท่ามกลางความวุ่นวาย แก่งแย่งกันในสังคมปัจจุบัน แต่ถ้าเราได้หยุดพักหันหลังให้กับความสับสนวุ่นวายเหล่านั้นสักนิด ได้อยู่กับธรรมชาติ มีธรรมะเป็นที่พึ่ง มีสติปัญญาที่แจ่มใส ถึงแม้จะไม่มีทรัพย์สมบัติมาก แต่เราร่ำรวยสุขภาพดี ร่ำรวยรอยยิ้มค่ะ
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 125
แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com
ป้องกันและคัดกรอง วิธีหลีกเลี่ยงมะเร็งที่ดีที่สุด
ป้องกันและคัดกรอง วิธีหลีกเลี่ยงมะเร็งที่ดีที่สุด
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมา องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์เป็นวันมะเร็งโลก หรือ World Cancer Day เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกหันมาสนใจป้องกันตัวเอง และเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น HealthToday จึงเรียนเชิญแพทย์หญิงสุดสวาท เลาหวินิจ อายุรแพทย์ด้านมะเร็งวิทยา และนายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย มาให้ข้อมูลกับผู้อ่านเกี่ยวกับอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งในเมืองไทย รวมถึงวิธีการตรวจคัดกรองและป้องกันตัวเองเพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งมากขึ้น
อุบัติการณ์และการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งในเมืองไทย
สถิติล่าสุดของการเกิดมะเร็งในเมืองไทยทั้งประเทศยังเป็นตัวเลขของปี พ.ศ. 2544-2546 ซึ่งรายงานในปี พ.ศ. 2553 ที่พบว่า คนไทยเป็นมะเร็งประมาณ 241,051 ราย ใน 3 ปี หรือเฉลี่ย 80,350 รายต่อปี ถ้าคิดเป็นต่อประชากรแสนคนจะพบว่า ผู้หญิงเป็นมะเร็ง 120 คน ส่วนผู้ชายเป็นมะเร็ง 140 คน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับสถิติปี พ.ศ.2541-2543 ที่คนไทยป่วยเป็นมะเร็ง 195,780 คน หรือ 65,260 รายต่อปี ก็จะพบว่าคนไทยเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นร้อยละ 23
สำหรับสถิติการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งจะพบว่า ในปี 2552 คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 56,058 ราย หรือ 88.34 รายต่อประชากร 1 แสนคน หรือ 4,671 รายต่อเดือน 156 รายต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 10.7 % เมื่อเทียบกับสถิติปี พ.ศ. 2548
5 อันดับมะเร็งยอดนิยม
สำหรับชนิดของมะเร็งที่พบบ่อย 5 อันดับแรกในช่วงปี 2544-2546 มีดังนี้
ผู้ชาย
1. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
2. มะเร็งปอด
3. มะเร็งลำไส้ใหญ่
4. มะเร็งต่อมลูกหมาก (ขยับจากอันดับ 9 ในปี 2541-2543)
5. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
ผู้หญิง
1. มะเร็งเต้านม (ขยับจากอันดับ 2 ในปี 2541-2543)
2. มะเร็งปากมดลูก
3. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
4. มะเร็งปอด
5. มะเร็งลำไส้ใหญ่
แต่สำหรับมะเร็งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต 6 อันดับแรกในปี พ.ศ. 2551 ได้แก่
1. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
2. มะเร็งปอด
3. มะเร็งเต้านม
4. มะเร็งเม็ดเลือดขาว
5. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
6. มะเร็งปากมดลูก
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
แม้ว่าปัจจุบันวงการแพทย์จะยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดมะเร็งหลายประเภท แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีวิธีการป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการเป็นโรคมะเร็งเลย ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการเกิดมะเร็งคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือวิถีชีวิตให้ถูกสุขลักษณะมากขึ้น อาทิ
- การหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง ซึ่งได้แก่ การสูบบุหรี่ อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งปอด ความอ้วน ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งหลายประเภท ตั้งแต่มะเร็งเต้านม มะเร็งทางเดินอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุของการได้รับไวรัสตับอักเสบบีและซี ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งตับ การมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้องเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก
- การรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเฉพาะการรับประทานผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่ให้พลังงานสูง แอลกอฮอล์ เนื้อแดง อาหารปิ้งย่างต่างๆ รวมถึงไม่กินปลาดิบ เพื่อป้องกันพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งทางเดินน้ำดี
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและไม่อ้วน
การตรวจคัดกรอง
นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว การตรวจคัดกรองมะเร็งหรือการตรวจมะเร็งระยะแรกยังเป็นวิธีการที่สำคัญมากที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง และลดโอกาสการเสียชีวิต เพราะจากสถิติทางการแพทย์พบว่า หากมีการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่าการเป็นมะเร็งในระยะแพร่กระจาย แต่ที่น่าเสียดายคือ ผู้ป่วยมักไปพบแพทย์เมื่อเป็นมะเร็งระยะแพร่กระจายแล้วค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่นมะเร็งเต้านม สถิติในปี พ.ศ. 2544-2546 พบว่าผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์ ร้อยละ 9-66.4 เป็นระยะที่มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว โดยพบมะเร็งเต้านมในระยะแรกร้อยละ 3.5-41.7 และพบในระยะแพร่กระจายไปแล้วร้อยละ 2.4-18.2
ทั้งๆ ที่อัตราการอยู่รอดชีวิตที่ 5 ปีของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาเมื่อโรคยังอยู่เฉพาะที่จะสูงถึงร้อยละ 98 ขณะที่หากโรคอยู่ในระยะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองอัตราการรอดชีวิตจะอยู่ที่ร้อยละ 81 และลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 26 หากโรคอยู่ในระยะแพร่กระจายไปไกล ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีของมะเร็งปากมดลูก คือหากตรวจพบในระยะเฉพาะที่ (localized) จะอยู่ที่ร้อยละ 92.2 แต่หากพบเมื่อโรคแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้วจะอยู่ที่ร้อยละ 54.7 ถ้าโรคมีการแพร่กระจายไปไกลจะอยู่ที่ร้อยละ 16.5
ด้วยเหตุนี้การตรวจคัดกรองมะเร็งเพื่อที่จะได้พบกับผู้ป่วยตั้งแต่ระยะแรกๆ จึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในมะเร็งที่สามารถมีการคัดกรองได้ดังต่อไปนี้
มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงและเป็นสาเหตุการตายด้วยอันดับที่ 3 และเป็นมะเร็งที่ทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุ กลุ่มเสี่ยงคือผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น โดยแอลกอฮอล์และโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ สำหรับสาเหตุจากกรรมพันธุ์ คือ ยีน BRCA1 และ BRCA2 ที่ผิดปกติ การมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 50 ปี มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมสำหรับคนที่ไม่มีความเสี่ยง คือ
สำหรับคนอายุ 20-40 ปี ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมทุก 1-3 ปี รวมถึงตรวจเต้านมด้วยตัวเองในวันที่ประจำเดือนหมด
ส่วนคนที่อายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมและตรวจด้วยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง รวมถึงตรวจเต้านมด้วยตัวเองในวันที่ประจำเดือนหมด
มะเร็งปากมดลูก
ผู้หญิงควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่ออายุ 21 ปี หรือเมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์ (หากอายุน้อยกว่า 21 ปี) โดยมีความถี่ในการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจภายในร่วมกับการทำแปปสเมียร์ ดังนี้
- อายุ 21-29 ปี ควรตรวจทุก 2 ปี
- อายุมากกว่า 30 ปี ที่ไม่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และการตรวจคัดกรองไม่พบสิ่งผิดปกติติดต่อกัน 3 ครั้ง อาจตรวจทุก 3 ปีได้
- ผู้หญิงที่เคยฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ควรต้องตรวจคัดกรองเหมือนคนปกติ เพราะว่าไวรัส HPV มีหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนวัคซีนที่ฉีดจะป้องกันเฉพาะสายพันธุ์ที่พบบ่อย ฉะนั้นการฉีดวัคซีนจึงไม่ใช่การลดความเสี่ยงทั้งหมด
- ควรตรวจภายในเป็นประจำทุกปี (ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องตรวจด้วยแปปสเมียร์ก็ตาม) ทั้งนี้เพื่อดูความผิดปกติอื่นๆ ภายในมดลูกหรือรังไข่
มะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 3 ในผู้ชายและอันดับ 5 ในผู้หญิง รวมถึงเป็นสาเหตุการตายอันดับ 5 ในปี พ.ศ. 2551 จะพบบ่อยในกลุ่มคนที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป โดยหากเป็นระยะแรกอาจจะไม่มีอาการ แต่ก็มีอาการที่สามารถสังเกตได้คือ อาการลำไส้อุดตัน ปวดทวารหนัก ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ซึ่งต้องระวังเพราะคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเกิดจากริดสีดวงทวาร ทั้งๆ ที่อาจจะเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ รวมถึงถ้ามีเลือดออกในอุจจาระนานจะมีอาการซีด
มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนมากยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่มีสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเอื้อให้เป็นคือมาจากอาหารอย่างเนื้อแดง อาหารปิ้งย่าง อาหารที่มีไขมันสูงหรือให้พลังงานสูง แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ อ้วน รวมถึงกรรมพันธุ์ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการรับประทานผักผลไม้มากๆ รวมถึงอาหารที่มีแคลเซียมสูง
วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่สำหรับกลุ่มคนที่ไม่มีความเสี่ยง คือ คนที่ไม่มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่เคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ รวมถึงไม่เคยเป็นโรคลำไส้อักเสบรุนแรง และอายุ 50 ปีขึ้นไป คือ
- การตรวจหาเลือดในอุจจาระ ซึ่งถ้าพบความผิดปกติต้องส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
- ถ้าผลการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ปกติ ให้ตรวจใหม่ทุก 10 ปี
- หรืออาจจะส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
- หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เฉพาะช่วงล่าง ถ้าปกติให้ตรวจใหม่ทุก 5 ปี
มะเร็งต่อมลูกหมาก
แม้ว่ามะเร็งต่อมลูกหมากจะพบมากเป็นอันดับ 4 ในผู้ชายไทย แต่ก็พบเพียง 5.5 คนต่อประชากรในแสนคนเท่านั้น โดยพบในกรุงเทพฯมากที่สุด (9:1 แสนคน) ในประเทศไทยจึงยังมีการถกเถียงกันว่าควรจะมีการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมายหรือไม่ แต่ผู้ที่สนใจโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงอายุ 65-75 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่พบบ่อยก็สามารถทำการตรวจคัดกรองได้ โดยเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ด้วยวิธีต่อไปนี้
- ตรวจต่อมลูกหมากโดยการตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้ว หรือการทำอัลตราซาวนด์
- ตรวจเลือดหาค่า PSA (prostate specific antigen)
สำหรับมะเร็งปอด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 เมื่อปี 2551 และเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในอันดับ 2 และอันดับ 4 ในผู้ชายและผู้หญิงตามลำดับนั้น เป็นมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองได้ยาก เพราะไม่มีมาตรฐานอะไรที่จะให้คัดกรอง มีเพียงคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงนั่นคือการไม่สูบบุหรี่ หรือหยุดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่ (ไม่เป็นผู้สูบบุหรี่มือสอง) เช่นเดียวกับมะเร็งตับและทางเดินน้ำดี ก็เป็นมะเร็งที่ไม่มีการตรวจคัดกรอง มีเพียงการป้องกัน เช่น ไม่กินปลาดิบ หรือการตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิใบไม้ในตับ หากว่ามีก็ต้องทำการรักษา
การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาหายแล้ว
การปฏิบัติของคนที่เป็นมะเร็งและรักษาหายแล้วถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังมิให้มะเร็งกลับมาเป็นอีก หรือสามารถรู้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ หากว่ามะเร็งกลับมา คือ
- หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ไม่สูบบุหรี่ และพยายามเลี่ยงความอ้วน ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีไฟเบอร์สูงๆ อย่างผักและผลไม้
- ไปพบแพทย์ตามนัด เพราะแม้ว่าจะรักษาหายแล้ว แต่โรคอาจจะมีโอกาสกลับมาได้อีก โดยในช่วง 2 ปีแรกแพทย์มักจะนัดให้มาพบเพื่อทำการตรวจเช็คทุก 3 เดือน หลังจากนั้นอาจจะให้มาพบทุก 6 เดือน
- ทำจิตใจให้สงบ เพราะผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งมักจะมีความกังวล ความเครียด ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้วยังอาจจะส่งผลเสียต่อตัวเองอีกด้วย ฉะนั้นจึงควรทำใจให้สบาย ขณะเดียวกันแพทย์เองก็ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยฟังถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวัง
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมา องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์เป็นวันมะเร็งโลก หรือ World Cancer Day เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกหันมาสนใจป้องกันตัวเอง และเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น HealthToday จึงเรียนเชิญแพทย์หญิงสุดสวาท เลาหวินิจ อายุรแพทย์ด้านมะเร็งวิทยา และนายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย มาให้ข้อมูลกับผู้อ่านเกี่ยวกับอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งในเมืองไทย รวมถึงวิธีการตรวจคัดกรองและป้องกันตัวเองเพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งมากขึ้น
อุบัติการณ์และการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งในเมืองไทย
สถิติล่าสุดของการเกิดมะเร็งในเมืองไทยทั้งประเทศยังเป็นตัวเลขของปี พ.ศ. 2544-2546 ซึ่งรายงานในปี พ.ศ. 2553 ที่พบว่า คนไทยเป็นมะเร็งประมาณ 241,051 ราย ใน 3 ปี หรือเฉลี่ย 80,350 รายต่อปี ถ้าคิดเป็นต่อประชากรแสนคนจะพบว่า ผู้หญิงเป็นมะเร็ง 120 คน ส่วนผู้ชายเป็นมะเร็ง 140 คน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับสถิติปี พ.ศ.2541-2543 ที่คนไทยป่วยเป็นมะเร็ง 195,780 คน หรือ 65,260 รายต่อปี ก็จะพบว่าคนไทยเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นร้อยละ 23
สำหรับสถิติการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งจะพบว่า ในปี 2552 คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 56,058 ราย หรือ 88.34 รายต่อประชากร 1 แสนคน หรือ 4,671 รายต่อเดือน 156 รายต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 10.7 % เมื่อเทียบกับสถิติปี พ.ศ. 2548
5 อันดับมะเร็งยอดนิยม
สำหรับชนิดของมะเร็งที่พบบ่อย 5 อันดับแรกในช่วงปี 2544-2546 มีดังนี้
ผู้ชาย
1. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
2. มะเร็งปอด
3. มะเร็งลำไส้ใหญ่
4. มะเร็งต่อมลูกหมาก (ขยับจากอันดับ 9 ในปี 2541-2543)
5. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
ผู้หญิง
1. มะเร็งเต้านม (ขยับจากอันดับ 2 ในปี 2541-2543)
2. มะเร็งปากมดลูก
3. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
4. มะเร็งปอด
5. มะเร็งลำไส้ใหญ่
แต่สำหรับมะเร็งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต 6 อันดับแรกในปี พ.ศ. 2551 ได้แก่
1. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
2. มะเร็งปอด
3. มะเร็งเต้านม
4. มะเร็งเม็ดเลือดขาว
5. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
6. มะเร็งปากมดลูก
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
แม้ว่าปัจจุบันวงการแพทย์จะยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดมะเร็งหลายประเภท แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีวิธีการป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการเป็นโรคมะเร็งเลย ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการเกิดมะเร็งคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือวิถีชีวิตให้ถูกสุขลักษณะมากขึ้น อาทิ
- การหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง ซึ่งได้แก่ การสูบบุหรี่ อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งปอด ความอ้วน ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งหลายประเภท ตั้งแต่มะเร็งเต้านม มะเร็งทางเดินอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุของการได้รับไวรัสตับอักเสบบีและซี ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งตับ การมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้องเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก
- การรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเฉพาะการรับประทานผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่ให้พลังงานสูง แอลกอฮอล์ เนื้อแดง อาหารปิ้งย่างต่างๆ รวมถึงไม่กินปลาดิบ เพื่อป้องกันพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งทางเดินน้ำดี
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและไม่อ้วน
การตรวจคัดกรอง
นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว การตรวจคัดกรองมะเร็งหรือการตรวจมะเร็งระยะแรกยังเป็นวิธีการที่สำคัญมากที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง และลดโอกาสการเสียชีวิต เพราะจากสถิติทางการแพทย์พบว่า หากมีการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่าการเป็นมะเร็งในระยะแพร่กระจาย แต่ที่น่าเสียดายคือ ผู้ป่วยมักไปพบแพทย์เมื่อเป็นมะเร็งระยะแพร่กระจายแล้วค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่นมะเร็งเต้านม สถิติในปี พ.ศ. 2544-2546 พบว่าผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์ ร้อยละ 9-66.4 เป็นระยะที่มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว โดยพบมะเร็งเต้านมในระยะแรกร้อยละ 3.5-41.7 และพบในระยะแพร่กระจายไปแล้วร้อยละ 2.4-18.2
ทั้งๆ ที่อัตราการอยู่รอดชีวิตที่ 5 ปีของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาเมื่อโรคยังอยู่เฉพาะที่จะสูงถึงร้อยละ 98 ขณะที่หากโรคอยู่ในระยะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองอัตราการรอดชีวิตจะอยู่ที่ร้อยละ 81 และลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 26 หากโรคอยู่ในระยะแพร่กระจายไปไกล ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีของมะเร็งปากมดลูก คือหากตรวจพบในระยะเฉพาะที่ (localized) จะอยู่ที่ร้อยละ 92.2 แต่หากพบเมื่อโรคแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้วจะอยู่ที่ร้อยละ 54.7 ถ้าโรคมีการแพร่กระจายไปไกลจะอยู่ที่ร้อยละ 16.5
ด้วยเหตุนี้การตรวจคัดกรองมะเร็งเพื่อที่จะได้พบกับผู้ป่วยตั้งแต่ระยะแรกๆ จึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในมะเร็งที่สามารถมีการคัดกรองได้ดังต่อไปนี้
มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงและเป็นสาเหตุการตายด้วยอันดับที่ 3 และเป็นมะเร็งที่ทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุ กลุ่มเสี่ยงคือผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น โดยแอลกอฮอล์และโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ สำหรับสาเหตุจากกรรมพันธุ์ คือ ยีน BRCA1 และ BRCA2 ที่ผิดปกติ การมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 50 ปี มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมสำหรับคนที่ไม่มีความเสี่ยง คือ
สำหรับคนอายุ 20-40 ปี ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมทุก 1-3 ปี รวมถึงตรวจเต้านมด้วยตัวเองในวันที่ประจำเดือนหมด
ส่วนคนที่อายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมและตรวจด้วยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง รวมถึงตรวจเต้านมด้วยตัวเองในวันที่ประจำเดือนหมด
มะเร็งปากมดลูก
ผู้หญิงควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่ออายุ 21 ปี หรือเมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์ (หากอายุน้อยกว่า 21 ปี) โดยมีความถี่ในการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจภายในร่วมกับการทำแปปสเมียร์ ดังนี้
- อายุ 21-29 ปี ควรตรวจทุก 2 ปี
- อายุมากกว่า 30 ปี ที่ไม่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และการตรวจคัดกรองไม่พบสิ่งผิดปกติติดต่อกัน 3 ครั้ง อาจตรวจทุก 3 ปีได้
- ผู้หญิงที่เคยฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ควรต้องตรวจคัดกรองเหมือนคนปกติ เพราะว่าไวรัส HPV มีหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนวัคซีนที่ฉีดจะป้องกันเฉพาะสายพันธุ์ที่พบบ่อย ฉะนั้นการฉีดวัคซีนจึงไม่ใช่การลดความเสี่ยงทั้งหมด
- ควรตรวจภายในเป็นประจำทุกปี (ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องตรวจด้วยแปปสเมียร์ก็ตาม) ทั้งนี้เพื่อดูความผิดปกติอื่นๆ ภายในมดลูกหรือรังไข่
มะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 3 ในผู้ชายและอันดับ 5 ในผู้หญิง รวมถึงเป็นสาเหตุการตายอันดับ 5 ในปี พ.ศ. 2551 จะพบบ่อยในกลุ่มคนที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป โดยหากเป็นระยะแรกอาจจะไม่มีอาการ แต่ก็มีอาการที่สามารถสังเกตได้คือ อาการลำไส้อุดตัน ปวดทวารหนัก ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ซึ่งต้องระวังเพราะคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเกิดจากริดสีดวงทวาร ทั้งๆ ที่อาจจะเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ รวมถึงถ้ามีเลือดออกในอุจจาระนานจะมีอาการซีด
มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนมากยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่มีสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเอื้อให้เป็นคือมาจากอาหารอย่างเนื้อแดง อาหารปิ้งย่าง อาหารที่มีไขมันสูงหรือให้พลังงานสูง แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ อ้วน รวมถึงกรรมพันธุ์ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการรับประทานผักผลไม้มากๆ รวมถึงอาหารที่มีแคลเซียมสูง
วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่สำหรับกลุ่มคนที่ไม่มีความเสี่ยง คือ คนที่ไม่มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่เคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ รวมถึงไม่เคยเป็นโรคลำไส้อักเสบรุนแรง และอายุ 50 ปีขึ้นไป คือ
- การตรวจหาเลือดในอุจจาระ ซึ่งถ้าพบความผิดปกติต้องส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
- ถ้าผลการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ปกติ ให้ตรวจใหม่ทุก 10 ปี
- หรืออาจจะส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
- หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เฉพาะช่วงล่าง ถ้าปกติให้ตรวจใหม่ทุก 5 ปี
มะเร็งต่อมลูกหมาก
แม้ว่ามะเร็งต่อมลูกหมากจะพบมากเป็นอันดับ 4 ในผู้ชายไทย แต่ก็พบเพียง 5.5 คนต่อประชากรในแสนคนเท่านั้น โดยพบในกรุงเทพฯมากที่สุด (9:1 แสนคน) ในประเทศไทยจึงยังมีการถกเถียงกันว่าควรจะมีการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมายหรือไม่ แต่ผู้ที่สนใจโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงอายุ 65-75 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่พบบ่อยก็สามารถทำการตรวจคัดกรองได้ โดยเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ด้วยวิธีต่อไปนี้
- ตรวจต่อมลูกหมากโดยการตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้ว หรือการทำอัลตราซาวนด์
- ตรวจเลือดหาค่า PSA (prostate specific antigen)
สำหรับมะเร็งปอด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 เมื่อปี 2551 และเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในอันดับ 2 และอันดับ 4 ในผู้ชายและผู้หญิงตามลำดับนั้น เป็นมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองได้ยาก เพราะไม่มีมาตรฐานอะไรที่จะให้คัดกรอง มีเพียงคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงนั่นคือการไม่สูบบุหรี่ หรือหยุดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่ (ไม่เป็นผู้สูบบุหรี่มือสอง) เช่นเดียวกับมะเร็งตับและทางเดินน้ำดี ก็เป็นมะเร็งที่ไม่มีการตรวจคัดกรอง มีเพียงการป้องกัน เช่น ไม่กินปลาดิบ หรือการตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิใบไม้ในตับ หากว่ามีก็ต้องทำการรักษา
การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาหายแล้ว
การปฏิบัติของคนที่เป็นมะเร็งและรักษาหายแล้วถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังมิให้มะเร็งกลับมาเป็นอีก หรือสามารถรู้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ หากว่ามะเร็งกลับมา คือ
- หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ไม่สูบบุหรี่ และพยายามเลี่ยงความอ้วน ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีไฟเบอร์สูงๆ อย่างผักและผลไม้
- ไปพบแพทย์ตามนัด เพราะแม้ว่าจะรักษาหายแล้ว แต่โรคอาจจะมีโอกาสกลับมาได้อีก โดยในช่วง 2 ปีแรกแพทย์มักจะนัดให้มาพบเพื่อทำการตรวจเช็คทุก 3 เดือน หลังจากนั้นอาจจะให้มาพบทุก 6 เดือน
- ทำจิตใจให้สงบ เพราะผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งมักจะมีความกังวล ความเครียด ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้วยังอาจจะส่งผลเสียต่อตัวเองอีกด้วย ฉะนั้นจึงควรทำใจให้สบาย ขณะเดียวกันแพทย์เองก็ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยฟังถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวัง
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
วัคซีนป้องกันวัณโรคมีหรือไม่?
วัคซีนป้องกันวัณโรคมีหรือไม่
จริงๆ แล้วเด็กไทยเกือบทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่แรกเกิดอยู่แล้ว แต่พบว่าวัคซีนชนิดนี้อาจมีผลช่วยป้องกันการติดเชื้อวัณโรคชนิดที่รุนแรงในเด็กช่วงอายุขวบปีแรกเท่านั้น แต่ไม่มีผลในการป้องกันการเกิดโรคในผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงถือว่าปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันวัณโรคที่ได้ผล
ดังนั้นวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อวัณโรคที่ดีที่สุด คือ การให้การวินิจฉัยผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคให้เร็วที่สุด และให้การรักษาที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วย และผู้ป่วยวัณโรคในระยะแพร่เชื้อควรปฎิบัติตัวให้เหมาะสม เช่น ใช้หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ชุมชนจนกว่าจะได้รับการรักษาในระยะที่เหมาะสม และไม่มีการแพร่เชื้ออีกต่อไป
นอกจากนี้การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ การออกกำลังกายบ่อยๆ รับประทานอาหารให้ครบหมู่ รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรค เช่น ไม่สำส่อนทางเพศ ไม่ใช้ยาเสพติด และการตรวจภาพรังสีปอดปีละครั้ง ก็จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจากวัณโรคได้มากขึ้นอีกด้วย
จริงๆ แล้วเด็กไทยเกือบทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่แรกเกิดอยู่แล้ว แต่พบว่าวัคซีนชนิดนี้อาจมีผลช่วยป้องกันการติดเชื้อวัณโรคชนิดที่รุนแรงในเด็กช่วงอายุขวบปีแรกเท่านั้น แต่ไม่มีผลในการป้องกันการเกิดโรคในผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงถือว่าปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันวัณโรคที่ได้ผล
ดังนั้นวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อวัณโรคที่ดีที่สุด คือ การให้การวินิจฉัยผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคให้เร็วที่สุด และให้การรักษาที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วย และผู้ป่วยวัณโรคในระยะแพร่เชื้อควรปฎิบัติตัวให้เหมาะสม เช่น ใช้หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ชุมชนจนกว่าจะได้รับการรักษาในระยะที่เหมาะสม และไม่มีการแพร่เชื้ออีกต่อไป
นอกจากนี้การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ การออกกำลังกายบ่อยๆ รับประทานอาหารให้ครบหมู่ รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรค เช่น ไม่สำส่อนทางเพศ ไม่ใช้ยาเสพติด และการตรวจภาพรังสีปอดปีละครั้ง ก็จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจากวัณโรคได้มากขึ้นอีกด้วย
วัณโรค ดื้อยาคืออะไร?
วัณโรคดื้อยาคืออะไร
ยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษาวัณโรค (first line drugs) มีอยู่ประมาณ 5 ชนิด โดยทั่วไปการใช้ยาสูตรมาตรฐานรักษาวัณโรคที่ไม่ดื้อยา หากผู้ป่วยได้รับยาอย่างถูกต้องจะมีโอกาสรักษาหายขาดมากกว่าร้อยละ 90 แต่ปัจจุบันเริ่มพบว่ามีวัณโรคที่ดื้อต่อยามาตรฐาน โดยพบมากในผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือได้รับการรักษาที่ไม่ครบถ้วนมาก่อน ซึ่งปัญหาของเชื้อที่ดื้อยา คือ ถ้ามีเชื้อที่ดื้อต่อยาต้านวัณโรคหลายตัว การรักษาด้วยยามาตรฐานจะไม่ได้ผล จำเป็นต้องใช้ยาสำรอง (second line drugs) ซึ่งจะมีราคาแพงมาก และมีผลข้างเคียงสูง แต่ก็ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้ที่มีความชำนาญ ดังนั้นแนวทางการป้องกันเชื้อดื้อยาที่สำคัญ คือ ต้องให้ผู้ป่วยวัณโรคทุกรายได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่แรก
ยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษาวัณโรค (first line drugs) มีอยู่ประมาณ 5 ชนิด โดยทั่วไปการใช้ยาสูตรมาตรฐานรักษาวัณโรคที่ไม่ดื้อยา หากผู้ป่วยได้รับยาอย่างถูกต้องจะมีโอกาสรักษาหายขาดมากกว่าร้อยละ 90 แต่ปัจจุบันเริ่มพบว่ามีวัณโรคที่ดื้อต่อยามาตรฐาน โดยพบมากในผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือได้รับการรักษาที่ไม่ครบถ้วนมาก่อน ซึ่งปัญหาของเชื้อที่ดื้อยา คือ ถ้ามีเชื้อที่ดื้อต่อยาต้านวัณโรคหลายตัว การรักษาด้วยยามาตรฐานจะไม่ได้ผล จำเป็นต้องใช้ยาสำรอง (second line drugs) ซึ่งจะมีราคาแพงมาก และมีผลข้างเคียงสูง แต่ก็ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้ที่มีความชำนาญ ดังนั้นแนวทางการป้องกันเชื้อดื้อยาที่สำคัญ คือ ต้องให้ผู้ป่วยวัณโรคทุกรายได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่แรก
ถ้าคนใกล้ชิดเป็นวัณโรค
ถ้าคนใกล้ชิดเป็นวัณโรค
สิ่งแรกที่แพทย์จะแนะนำให้กับผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคอย่างใกล้ชิด คือ พยายามสืบค้นก่อนว่าผู้สัมผัสโรคดังกล่าวมีภาวะวัณโรคเกิดขึ้นหรือยัง ด้วยการซักประวัติว่ามีอาการบ่งชี้หรือไม่ เช่น ไอเรื้อรัง มีไข้ เหงื่ออกตอนกลางคืน หรือน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุหรือเปล่า รวมถึงทำการตรวจเพิ่มเติมว่า มีภาพรังสีปอดที่ผิดปกติหรือไม่ ถ้าพบว่ามีวัณโรคก็จะให้การรักษาแบบผู้ป่วยวัณโรค ส่วนในกรณีที่ไม่พบว่าเป็นวัณโรค การจะบอกว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแฝง (หรือเคยรับเชื้อเข้าไปหรือยัง) สามารทำได้โดยวิธีอ้อมๆ คือ การทดสอบภูมิคุ้มกันต่อวัณโรค โดยหมอจะทำการฉีดสารสกัดจากเชื้อวัณโรคเข้าไปใต้ผิวหนัง และรอเป็นเวลา 48 ชั่วโมงแล้วจึงวัดในบริเวณที่ฉีดว่าเกิดปฏิกิริยาขึ้นหรือไม่ ถ้าเกิดปฏิกิริยาเป็นบวก (คือมีตุ่มแดงขนาดเกิน 10 มิลลิเมตร) แสดงว่าผู้ถูกทดสอบมีภูมิต่อเชื้อ ซึ่งหมายถึงว่าอาจเคยติดเชื้อมาก่อน
อย่างไรก็ตาม การทดสอบทางผิวหนังแล้วเกิดปฏิกิริยาเป็นบวกพบได้บ่อยในคนไทยทั่วๆ ไป ดังนั้นการที่มีผลการทดสอบทางผิวหนังเป็นบวก ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นป่วยเป็นวัณโรคแล้ว แต่อาจจะเกิดจากการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่เกิด หรือเคยมีการรับเชื้อมาก่อน ดังนั้นการทดสอบทางผิวหนังจึงไม่ค่อยมีประโยชน์มากนักในคนไทย แต่ในผู้ป่วยบางรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคสูง เช่น ในเด็กเล็ก ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาโดยให้รับประทานยาต้านวัณโรค 1 ชนิดเป็นเวลา 6-9 เดือนเพื่อป้องกันโอกาสการเกิดโรคในอนาคต
สิ่งแรกที่แพทย์จะแนะนำให้กับผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคอย่างใกล้ชิด คือ พยายามสืบค้นก่อนว่าผู้สัมผัสโรคดังกล่าวมีภาวะวัณโรคเกิดขึ้นหรือยัง ด้วยการซักประวัติว่ามีอาการบ่งชี้หรือไม่ เช่น ไอเรื้อรัง มีไข้ เหงื่ออกตอนกลางคืน หรือน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุหรือเปล่า รวมถึงทำการตรวจเพิ่มเติมว่า มีภาพรังสีปอดที่ผิดปกติหรือไม่ ถ้าพบว่ามีวัณโรคก็จะให้การรักษาแบบผู้ป่วยวัณโรค ส่วนในกรณีที่ไม่พบว่าเป็นวัณโรค การจะบอกว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแฝง (หรือเคยรับเชื้อเข้าไปหรือยัง) สามารทำได้โดยวิธีอ้อมๆ คือ การทดสอบภูมิคุ้มกันต่อวัณโรค โดยหมอจะทำการฉีดสารสกัดจากเชื้อวัณโรคเข้าไปใต้ผิวหนัง และรอเป็นเวลา 48 ชั่วโมงแล้วจึงวัดในบริเวณที่ฉีดว่าเกิดปฏิกิริยาขึ้นหรือไม่ ถ้าเกิดปฏิกิริยาเป็นบวก (คือมีตุ่มแดงขนาดเกิน 10 มิลลิเมตร) แสดงว่าผู้ถูกทดสอบมีภูมิต่อเชื้อ ซึ่งหมายถึงว่าอาจเคยติดเชื้อมาก่อน
อย่างไรก็ตาม การทดสอบทางผิวหนังแล้วเกิดปฏิกิริยาเป็นบวกพบได้บ่อยในคนไทยทั่วๆ ไป ดังนั้นการที่มีผลการทดสอบทางผิวหนังเป็นบวก ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นป่วยเป็นวัณโรคแล้ว แต่อาจจะเกิดจากการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่เกิด หรือเคยมีการรับเชื้อมาก่อน ดังนั้นการทดสอบทางผิวหนังจึงไม่ค่อยมีประโยชน์มากนักในคนไทย แต่ในผู้ป่วยบางรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคสูง เช่น ในเด็กเล็ก ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาโดยให้รับประทานยาต้านวัณโรค 1 ชนิดเป็นเวลา 6-9 เดือนเพื่อป้องกันโอกาสการเกิดโรคในอนาคต
วัณโรค รักษาอย่างไร? การรักษาวัณโรค
วัณโรครักษาอย่างไร
การรักษาวัณโรคในปัจจุบันใช้หลักการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน โดยต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ในผู้ป่วยบางรายหรือสูตรยาบางชนิดอาจจะใช้เวลานานกว่านั้น ด้วยเหตุนี้สาเหตุที่ทำให้การรักษาวัณโรคล้มเหลวบ่อยที่สุดที่พบก็คือ ผู้ป่วยรับประทานยาไม่ครบตามที่กำหนด ซึ่งอาจจะเกิดจากผลข้างเคียงของยาทำให้ไม่อยากรับประทานยาต่อ หรือบางครั้งเกิดจากการที่ผู้ป่วยหยุดยาเอง เพราะมีอาการดีขึ้นหลังจากรักษาไปได้ระยะหนึ่ง โดยเข้าใจว่าตัวเองหายแล้ว ซึ่งการรับประทานยาวัณโรคไม่ครบจะมีอันตรายมาก เพราะนอกจากจะรักษาไม่หายแล้ว ยังทำให้เชื้อที่เหลืออยู่มีโอกาสกลายเป็นเชื้อดื้อยามากขึ้น ดังนั้นการรักษาวัณโรคจึงจำเป็นต้องมีระบบการติดตามผู้ป่วยที่ดี คือถ้าผู้ป่วยไม่มารับยาต้องมีการติดตาม และผู้ป่วยควรเลือกสถานที่รักษาที่ไปรับยาได้สะดวก
เพราะปัจจุบันการรักษาวัณโรคจะใช้ยาสูตรมาตรฐานเหมือนกันทั่วประเทศ ฉะนั้นไม่ว่าจะรักษาที่ใดก็สามารถรักษาหายได้เหมือนกัน จึงขอแนะนำให้ผู้ป่วยไปรับการรักษาในสถานที่ที่สะดวกที่สุด เมื่อผู้ป่วยรับประทานยาต่อเนื่องไประยะหนึ่ง อาการจะดีขึ้นและเชื้อที่พบในเสมหะก็จะน้อยลง และจะไม่แพร่เชื้ออีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องรักษาให้ครบก่อนถึงจะกลับไปทำงานได้ เพราะประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังการรักษา ปริมาณเชื้อก็จะน้อยลงมากจนไม่น่าจะแพร่เชื้อได้แล้ว
การรักษาวัณโรคในปัจจุบันใช้หลักการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน โดยต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ในผู้ป่วยบางรายหรือสูตรยาบางชนิดอาจจะใช้เวลานานกว่านั้น ด้วยเหตุนี้สาเหตุที่ทำให้การรักษาวัณโรคล้มเหลวบ่อยที่สุดที่พบก็คือ ผู้ป่วยรับประทานยาไม่ครบตามที่กำหนด ซึ่งอาจจะเกิดจากผลข้างเคียงของยาทำให้ไม่อยากรับประทานยาต่อ หรือบางครั้งเกิดจากการที่ผู้ป่วยหยุดยาเอง เพราะมีอาการดีขึ้นหลังจากรักษาไปได้ระยะหนึ่ง โดยเข้าใจว่าตัวเองหายแล้ว ซึ่งการรับประทานยาวัณโรคไม่ครบจะมีอันตรายมาก เพราะนอกจากจะรักษาไม่หายแล้ว ยังทำให้เชื้อที่เหลืออยู่มีโอกาสกลายเป็นเชื้อดื้อยามากขึ้น ดังนั้นการรักษาวัณโรคจึงจำเป็นต้องมีระบบการติดตามผู้ป่วยที่ดี คือถ้าผู้ป่วยไม่มารับยาต้องมีการติดตาม และผู้ป่วยควรเลือกสถานที่รักษาที่ไปรับยาได้สะดวก
เพราะปัจจุบันการรักษาวัณโรคจะใช้ยาสูตรมาตรฐานเหมือนกันทั่วประเทศ ฉะนั้นไม่ว่าจะรักษาที่ใดก็สามารถรักษาหายได้เหมือนกัน จึงขอแนะนำให้ผู้ป่วยไปรับการรักษาในสถานที่ที่สะดวกที่สุด เมื่อผู้ป่วยรับประทานยาต่อเนื่องไประยะหนึ่ง อาการจะดีขึ้นและเชื้อที่พบในเสมหะก็จะน้อยลง และจะไม่แพร่เชื้ออีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องรักษาให้ครบก่อนถึงจะกลับไปทำงานได้ เพราะประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังการรักษา ปริมาณเชื้อก็จะน้อยลงมากจนไม่น่าจะแพร่เชื้อได้แล้ว
อุบัติการณ์ วัณโรคในเมืองไทย
อุบัติการณ์วัณโรคในเมืองไทย
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ประเทศไทยมีสถานการณ์ความรุนแรงของวัณโรคอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก โดยมีการพบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ปีละประมาณ 90,000 ราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากวัณโรคปีละ 5,000-7,000 คน โดยพบว่าวัณโรคสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงมากได้แก่ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ติดเชื้อ HIV
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ประเทศไทยมีสถานการณ์ความรุนแรงของวัณโรคอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก โดยมีการพบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ปีละประมาณ 90,000 ราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากวัณโรคปีละ 5,000-7,000 คน โดยพบว่าวัณโรคสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงมากได้แก่ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ติดเชื้อ HIV
วัณโรค ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร?
วัณโรคทำให้เกิดโรคได้อย่างไร
เมื่อมีการรับเชื้อวัณโรคเข้าไปในร่างกาย ผู้ที่รับเชื้อส่วนหนึ่งจะเกิดการติดเชื้อขึ้น ในระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการไม่มาก อาจมีไข้และไอบ้าง ถ้าภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นปกติร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันวัณโรคขึ้นมา ซึ่งจะทำให้เชื้อวัณโรคเข้าไปหลบอยู่ตามต่อมน้ำเหลืองหรือที่อวัยวะอื่นๆ เราเรียกระยะการติดเชื้อนี้ว่าการติดเชื้อแบบปฐมภูมิ (primary infection) โดยหลังจากการติดเชื้อแบบปฐมภูมิ ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการ เพียงแต่ถ้าไปตรวจจะพบว่า มีภูมิต่อเชื้อวัณโรค หรือถ้าถ่ายภาพรังสีทรวงอกอาจพบรอยแผลเป็นเล็กๆ หรือภาวะหินปูนเกาะในปอด แต่จะไม่ปรากฎอาการอย่างอื่นเลย ซึ่งเราจะเรียกระยะนี้ว่าระยะการติดเชื้อแฝง (latent infection)
ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในระยะแฝง ส่วนหนึ่งจะเกิดการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรคขึ้นมาได้เองในภายหลัง (reactivation of tuberculosis) เมื่อร่างกายอ่อนแอลง ประมาณว่าในผู้ติดเชื้อแฝง 100 คน จะมีโอกาสเกิดโรควัณโรคขึ้นมาใหม่ประมาณ 10 คนหรือร้อยละ 10 โดยเกิดขึ้นได้บ่อยในช่วง 2-3 ปีแรกภายหลังการรับเชื้อวัณโรคเข้าไป ซึ่งการเกิดโรคขึ้นใหม่มักจะเกิดขึ้นในปอด ทำให้ผู้ป่วยมีการอักเสบเรื้อรังในปอด มีอาการไอเรื้อรัง มีไข้ต่ำๆ อาจมีเหงื่อออกในตอนกลางคืน และน้ำหนักลดลง รวมถึงจะตรวจพบว่ามีภาพรังสีทรวงอกที่ผิดปกติ ซึ่งระยะนี้คือการป่วยเป็นวัณโรคที่เราเข้าใจกันทั่วๆ ไปนั่นเอง อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยวัณโรคปอดส่วนหนึ่งที่อาจจะไม่มีอาการเลย เพียงแต่ตรวจพบว่ามีภาพรังสีปอดที่ผิดปกติแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยเหล่านี้ก็จะมีอาการเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป
นอกจากเกิดโรคที่ปอดแล้ว เชื้อวัณโรคอาจทำให้เกิดโรคที่อวัยวะอื่นๆ นอกปอดได้เช่นกัน เช่นที่กระดูก เยื่อหุ้มสมอง สำไส้ โดยจะมีอาการแสดงของโรคตามแต่ละอวัยวะที่เกิดการติดเชื้อขึ้น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดศีรษะ เป็นต้น
เมื่อมีการรับเชื้อวัณโรคเข้าไปในร่างกาย ผู้ที่รับเชื้อส่วนหนึ่งจะเกิดการติดเชื้อขึ้น ในระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการไม่มาก อาจมีไข้และไอบ้าง ถ้าภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นปกติร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันวัณโรคขึ้นมา ซึ่งจะทำให้เชื้อวัณโรคเข้าไปหลบอยู่ตามต่อมน้ำเหลืองหรือที่อวัยวะอื่นๆ เราเรียกระยะการติดเชื้อนี้ว่าการติดเชื้อแบบปฐมภูมิ (primary infection) โดยหลังจากการติดเชื้อแบบปฐมภูมิ ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการ เพียงแต่ถ้าไปตรวจจะพบว่า มีภูมิต่อเชื้อวัณโรค หรือถ้าถ่ายภาพรังสีทรวงอกอาจพบรอยแผลเป็นเล็กๆ หรือภาวะหินปูนเกาะในปอด แต่จะไม่ปรากฎอาการอย่างอื่นเลย ซึ่งเราจะเรียกระยะนี้ว่าระยะการติดเชื้อแฝง (latent infection)
ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในระยะแฝง ส่วนหนึ่งจะเกิดการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรคขึ้นมาได้เองในภายหลัง (reactivation of tuberculosis) เมื่อร่างกายอ่อนแอลง ประมาณว่าในผู้ติดเชื้อแฝง 100 คน จะมีโอกาสเกิดโรควัณโรคขึ้นมาใหม่ประมาณ 10 คนหรือร้อยละ 10 โดยเกิดขึ้นได้บ่อยในช่วง 2-3 ปีแรกภายหลังการรับเชื้อวัณโรคเข้าไป ซึ่งการเกิดโรคขึ้นใหม่มักจะเกิดขึ้นในปอด ทำให้ผู้ป่วยมีการอักเสบเรื้อรังในปอด มีอาการไอเรื้อรัง มีไข้ต่ำๆ อาจมีเหงื่อออกในตอนกลางคืน และน้ำหนักลดลง รวมถึงจะตรวจพบว่ามีภาพรังสีทรวงอกที่ผิดปกติ ซึ่งระยะนี้คือการป่วยเป็นวัณโรคที่เราเข้าใจกันทั่วๆ ไปนั่นเอง อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยวัณโรคปอดส่วนหนึ่งที่อาจจะไม่มีอาการเลย เพียงแต่ตรวจพบว่ามีภาพรังสีปอดที่ผิดปกติแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยเหล่านี้ก็จะมีอาการเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป
นอกจากเกิดโรคที่ปอดแล้ว เชื้อวัณโรคอาจทำให้เกิดโรคที่อวัยวะอื่นๆ นอกปอดได้เช่นกัน เช่นที่กระดูก เยื่อหุ้มสมอง สำไส้ โดยจะมีอาการแสดงของโรคตามแต่ละอวัยวะที่เกิดการติดเชื้อขึ้น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดศีรษะ เป็นต้น
วัณโรค คืออะไร?
วัณโรคคืออะไร
วัณโรค (tuberculosis) เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อ mycobacterium tuberculosis โดยส่วนใหญ่การติดเชื้อชนิดนี้จะเกิดจากการที่มีผู้ป่วยซึ่งเป็นวัณโรคปอดและมีเชื้อโรคอยู่ในเสมหะมีการไอ ทำให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายในอากาศ และมีผู้อื่นหายใจเอาเชื้อเข้าไป อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อวัณโรคไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายและรวดเร็วเหมือนการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่ผู้ที่จะได้รับเชื้อวัณโรคมักต้องมีการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรคในระยะแพร่เชื้อสักระยะหนึ่ง โดยที่เชื้อวัณโรคจะมีการแพร่กระจายทางการหายใจเป็นหลัก และไม่ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือการสัมผัส
วัณโรค (tuberculosis) เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อ mycobacterium tuberculosis โดยส่วนใหญ่การติดเชื้อชนิดนี้จะเกิดจากการที่มีผู้ป่วยซึ่งเป็นวัณโรคปอดและมีเชื้อโรคอยู่ในเสมหะมีการไอ ทำให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายในอากาศ และมีผู้อื่นหายใจเอาเชื้อเข้าไป อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อวัณโรคไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายและรวดเร็วเหมือนการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่ผู้ที่จะได้รับเชื้อวัณโรคมักต้องมีการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรคในระยะแพร่เชื้อสักระยะหนึ่ง โดยที่เชื้อวัณโรคจะมีการแพร่กระจายทางการหายใจเป็นหลัก และไม่ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือการสัมผัส
วัณโรค ภัยร้ายใกล้ตัว
วัณโรค ภัยร้ายใกล้ตัว
วัณโรคจัดว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เพราะยังมีปัญหาในการดูแลและรักษา ดังนั้นเนื่องในวันที่ 24 มีนาคมเป็นวันวัณโรคโลก เรามาทำความรู้จักและเรียนรู้วิธีการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากวัณโรคกันดีกว่า
วัณโรคคืออะไร
วัณโรค (tuberculosis) เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อ mycobacterium tuberculosis โดยส่วนใหญ่การติดเชื้อชนิดนี้จะเกิดจากการที่มีผู้ป่วยซึ่งเป็นวัณโรคปอดและมีเชื้อโรคอยู่ในเสมหะมีการไอ ทำให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายในอากาศ และมีผู้อื่นหายใจเอาเชื้อเข้าไป อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อวัณโรคไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายและรวดเร็วเหมือนการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่ผู้ที่จะได้รับเชื้อวัณโรคมักต้องมีการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรคในระยะแพร่เชื้อสักระยะหนึ่ง โดยที่เชื้อวัณโรคจะมีการแพร่กระจายทางการหายใจเป็นหลัก และไม่ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือการสัมผัส
วัณโรคทำให้เกิดโรคได้อย่างไร
เมื่อมีการรับเชื้อวัณโรคเข้าไปในร่างกาย ผู้ที่รับเชื้อส่วนหนึ่งจะเกิดการติดเชื้อขึ้น ในระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการไม่มาก อาจมีไข้และไอบ้าง ถ้าภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นปกติร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันวัณโรคขึ้นมา ซึ่งจะทำให้เชื้อวัณโรคเข้าไปหลบอยู่ตามต่อมน้ำเหลืองหรือที่อวัยวะอื่นๆ เราเรียกระยะการติดเชื้อนี้ว่าการติดเชื้อแบบปฐมภูมิ (primary infection) โดยหลังจากการติดเชื้อแบบปฐมภูมิ ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการ เพียงแต่ถ้าไปตรวจจะพบว่า มีภูมิต่อเชื้อวัณโรค หรือถ้าถ่ายภาพรังสีทรวงอกอาจพบรอยแผลเป็นเล็กๆ หรือภาวะหินปูนเกาะในปอด แต่จะไม่ปรากฎอาการอย่างอื่นเลย ซึ่งเราจะเรียกระยะนี้ว่าระยะการติดเชื้อแฝง (latent infection)
ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในระยะแฝง ส่วนหนึ่งจะเกิดการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรคขึ้นมาได้เองในภายหลัง (reactivation of tuberculosis) เมื่อร่างกายอ่อนแอลง ประมาณว่าในผู้ติดเชื้อแฝง 100 คน จะมีโอกาสเกิดโรควัณโรคขึ้นมาใหม่ประมาณ 10 คนหรือร้อยละ 10 โดยเกิดขึ้นได้บ่อยในช่วง 2-3 ปีแรกภายหลังการรับเชื้อวัณโรคเข้าไป ซึ่งการเกิดโรคขึ้นใหม่มักจะเกิดขึ้นในปอด ทำให้ผู้ป่วยมีการอักเสบเรื้อรังในปอด มีอาการไอเรื้อรัง มีไข้ต่ำๆ อาจมีเหงื่อออกในตอนกลางคืน และน้ำหนักลดลง รวมถึงจะตรวจพบว่ามีภาพรังสีทรวงอกที่ผิดปกติ ซึ่งระยะนี้คือการป่วยเป็นวัณโรคที่เราเข้าใจกันทั่วๆ ไปนั่นเอง อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยวัณโรคปอดส่วนหนึ่งที่อาจจะไม่มีอาการเลย เพียงแต่ตรวจพบว่ามีภาพรังสีปอดที่ผิดปกติแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยเหล่านี้ก็จะมีอาการเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป
นอกจากเกิดโรคที่ปอดแล้ว เชื้อวัณโรคอาจทำให้เกิดโรคที่อวัยวะอื่นๆ นอกปอดได้เช่นกัน เช่นที่กระดูก เยื่อหุ้มสมอง สำไส้ โดยจะมีอาการแสดงของโรคตามแต่ละอวัยวะที่เกิดการติดเชื้อขึ้น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดศีรษะ เป็นต้น
อุบัติการณ์วัณโรคในเมืองไทย
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ประเทศไทยมีสถานการณ์ความรุนแรงของวัณโรคอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก โดยมีการพบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ปีละประมาณ 90,000 ราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากวัณโรคปีละ 5,000-7,000 คน โดยพบว่าวัณโรคสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงมากได้แก่ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ติดเชื้อ HIV
วัณโรครักษาอย่างไร
การรักษาวัณโรคในปัจจุบันใช้หลักการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน โดยต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ในผู้ป่วยบางรายหรือสูตรยาบางชนิดอาจจะใช้เวลานานกว่านั้น ด้วยเหตุนี้สาเหตุที่ทำให้การรักษาวัณโรคล้มเหลวบ่อยที่สุดที่พบก็คือ ผู้ป่วยรับประทานยาไม่ครบตามที่กำหนด ซึ่งอาจจะเกิดจากผลข้างเคียงของยาทำให้ไม่อยากรับประทานยาต่อ หรือบางครั้งเกิดจากการที่ผู้ป่วยหยุดยาเอง เพราะมีอาการดีขึ้นหลังจากรักษาไปได้ระยะหนึ่ง โดยเข้าใจว่าตัวเองหายแล้ว ซึ่งการรับประทานยาวัณโรคไม่ครบจะมีอันตรายมาก เพราะนอกจากจะรักษาไม่หายแล้ว ยังทำให้เชื้อที่เหลืออยู่มีโอกาสกลายเป็นเชื้อดื้อยามากขึ้น ดังนั้นการรักษาวัณโรคจึงจำเป็นต้องมีระบบการติดตามผู้ป่วยที่ดี คือถ้าผู้ป่วยไม่มารับยาต้องมีการติดตาม และผู้ป่วยควรเลือกสถานที่รักษาที่ไปรับยาได้สะดวก
เพราะปัจจุบันการรักษาวัณโรคจะใช้ยาสูตรมาตรฐานเหมือนกันทั่วประเทศ ฉะนั้นไม่ว่าจะรักษาที่ใดก็สามารถรักษาหายได้เหมือนกัน จึงขอแนะนำให้ผู้ป่วยไปรับการรักษาในสถานที่ที่สะดวกที่สุด เมื่อผู้ป่วยรับประทานยาต่อเนื่องไประยะหนึ่ง อาการจะดีขึ้นและเชื้อที่พบในเสมหะก็จะน้อยลง และจะไม่แพร่เชื้ออีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องรักษาให้ครบก่อนถึงจะกลับไปทำงานได้ เพราะประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังการรักษา ปริมาณเชื้อก็จะน้อยลงมากจนไม่น่าจะแพร่เชื้อได้แล้ว
ถ้าคนใกล้ชิดเป็นวัณโรค
สิ่งแรกที่แพทย์จะแนะนำให้กับผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคอย่างใกล้ชิด คือ พยายามสืบค้นก่อนว่าผู้สัมผัสโรคดังกล่าวมีภาวะวัณโรคเกิดขึ้นหรือยัง ด้วยการซักประวัติว่ามีอาการบ่งชี้หรือไม่ เช่น ไอเรื้อรัง มีไข้ เหงื่ออกตอนกลางคืน หรือน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุหรือเปล่า รวมถึงทำการตรวจเพิ่มเติมว่า มีภาพรังสีปอดที่ผิดปกติหรือไม่ ถ้าพบว่ามีวัณโรคก็จะให้การรักษาแบบผู้ป่วยวัณโรค ส่วนในกรณีที่ไม่พบว่าเป็นวัณโรค การจะบอกว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแฝง (หรือเคยรับเชื้อเข้าไปหรือยัง) สามารทำได้โดยวิธีอ้อมๆ คือ การทดสอบภูมิคุ้มกันต่อวัณโรค โดยหมอจะทำการฉีดสารสกัดจากเชื้อวัณโรคเข้าไปใต้ผิวหนัง และรอเป็นเวลา 48 ชั่วโมงแล้วจึงวัดในบริเวณที่ฉีดว่าเกิดปฏิกิริยาขึ้นหรือไม่ ถ้าเกิดปฏิกิริยาเป็นบวก (คือมีตุ่มแดงขนาดเกิน 10 มิลลิเมตร) แสดงว่าผู้ถูกทดสอบมีภูมิต่อเชื้อ ซึ่งหมายถึงว่าอาจเคยติดเชื้อมาก่อน
อย่างไรก็ตาม การทดสอบทางผิวหนังแล้วเกิดปฏิกิริยาเป็นบวกพบได้บ่อยในคนไทยทั่วๆ ไป ดังนั้นการที่มีผลการทดสอบทางผิวหนังเป็นบวก ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นป่วยเป็นวัณโรคแล้ว แต่อาจจะเกิดจากการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่เกิด หรือเคยมีการรับเชื้อมาก่อน ดังนั้นการทดสอบทางผิวหนังจึงไม่ค่อยมีประโยชน์มากนักในคนไทย แต่ในผู้ป่วยบางรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคสูง เช่น ในเด็กเล็ก ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาโดยให้รับประทานยาต้านวัณโรค 1 ชนิดเป็นเวลา 6-9 เดือนเพื่อป้องกันโอกาสการเกิดโรคในอนาคต
วัณโรคดื้อยาคืออะไร
ยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษาวัณโรค (first line drugs) มีอยู่ประมาณ 5 ชนิด โดยทั่วไปการใช้ยาสูตรมาตรฐานรักษาวัณโรคที่ไม่ดื้อยา หากผู้ป่วยได้รับยาอย่างถูกต้องจะมีโอกาสรักษาหายขาดมากกว่าร้อยละ 90 แต่ปัจจุบันเริ่มพบว่ามีวัณโรคที่ดื้อต่อยามาตรฐาน โดยพบมากในผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือได้รับการรักษาที่ไม่ครบถ้วนมาก่อน ซึ่งปัญหาของเชื้อที่ดื้อยา คือ ถ้ามีเชื้อที่ดื้อต่อยาต้านวัณโรคหลายตัว การรักษาด้วยยามาตรฐานจะไม่ได้ผล จำเป็นต้องใช้ยาสำรอง (second line drugs) ซึ่งจะมีราคาแพงมาก และมีผลข้างเคียงสูง แต่ก็ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้ที่มีความชำนาญ ดังนั้นแนวทางการป้องกันเชื้อดื้อยาที่สำคัญ คือ ต้องให้ผู้ป่วยวัณโรคทุกรายได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่แรก
วัคซีนป้องกันวัณโรคมีหรือไม่
จริงๆ แล้วเด็กไทยเกือบทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่แรกเกิดอยู่แล้ว แต่พบว่าวัคซีนชนิดนี้อาจมีผลช่วยป้องกันการติดเชื้อวัณโรคชนิดที่รุนแรงในเด็กช่วงอายุขวบปีแรกเท่านั้น แต่ไม่มีผลในการป้องกันการเกิดโรคในผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงถือว่าปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันวัณโรคที่ได้ผล
ดังนั้นวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อวัณโรคที่ดีที่สุด คือ การให้การวินิจฉัยผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคให้เร็วที่สุด และให้การรักษาที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วย และผู้ป่วยวัณโรคในระยะแพร่เชื้อควรปฎิบัติตัวให้เหมาะสม เช่น ใช้หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ชุมชนจนกว่าจะได้รับการรักษาในระยะที่เหมาะสม และไม่มีการแพร่เชื้ออีกต่อไป
นอกจากนี้การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ การออกกำลังกายบ่อยๆ รับประทานอาหารให้ครบหมู่ รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรค เช่น ไม่สำส่อนทางเพศ ไม่ใช้ยาเสพติด และการตรวจภาพรังสีปอดปีละครั้ง ก็จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจากวัณโรคได้มากขึ้นอีกด้วย
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
Article: รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ อายุรแพทย์ด้านระบบทางเดินหายใจ
วัณโรคจัดว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เพราะยังมีปัญหาในการดูแลและรักษา ดังนั้นเนื่องในวันที่ 24 มีนาคมเป็นวันวัณโรคโลก เรามาทำความรู้จักและเรียนรู้วิธีการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากวัณโรคกันดีกว่า
วัณโรคคืออะไร
วัณโรค (tuberculosis) เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อ mycobacterium tuberculosis โดยส่วนใหญ่การติดเชื้อชนิดนี้จะเกิดจากการที่มีผู้ป่วยซึ่งเป็นวัณโรคปอดและมีเชื้อโรคอยู่ในเสมหะมีการไอ ทำให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายในอากาศ และมีผู้อื่นหายใจเอาเชื้อเข้าไป อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อวัณโรคไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายและรวดเร็วเหมือนการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่ผู้ที่จะได้รับเชื้อวัณโรคมักต้องมีการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรคในระยะแพร่เชื้อสักระยะหนึ่ง โดยที่เชื้อวัณโรคจะมีการแพร่กระจายทางการหายใจเป็นหลัก และไม่ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือการสัมผัส
วัณโรคทำให้เกิดโรคได้อย่างไร
เมื่อมีการรับเชื้อวัณโรคเข้าไปในร่างกาย ผู้ที่รับเชื้อส่วนหนึ่งจะเกิดการติดเชื้อขึ้น ในระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการไม่มาก อาจมีไข้และไอบ้าง ถ้าภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นปกติร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันวัณโรคขึ้นมา ซึ่งจะทำให้เชื้อวัณโรคเข้าไปหลบอยู่ตามต่อมน้ำเหลืองหรือที่อวัยวะอื่นๆ เราเรียกระยะการติดเชื้อนี้ว่าการติดเชื้อแบบปฐมภูมิ (primary infection) โดยหลังจากการติดเชื้อแบบปฐมภูมิ ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการ เพียงแต่ถ้าไปตรวจจะพบว่า มีภูมิต่อเชื้อวัณโรค หรือถ้าถ่ายภาพรังสีทรวงอกอาจพบรอยแผลเป็นเล็กๆ หรือภาวะหินปูนเกาะในปอด แต่จะไม่ปรากฎอาการอย่างอื่นเลย ซึ่งเราจะเรียกระยะนี้ว่าระยะการติดเชื้อแฝง (latent infection)
ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในระยะแฝง ส่วนหนึ่งจะเกิดการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรคขึ้นมาได้เองในภายหลัง (reactivation of tuberculosis) เมื่อร่างกายอ่อนแอลง ประมาณว่าในผู้ติดเชื้อแฝง 100 คน จะมีโอกาสเกิดโรควัณโรคขึ้นมาใหม่ประมาณ 10 คนหรือร้อยละ 10 โดยเกิดขึ้นได้บ่อยในช่วง 2-3 ปีแรกภายหลังการรับเชื้อวัณโรคเข้าไป ซึ่งการเกิดโรคขึ้นใหม่มักจะเกิดขึ้นในปอด ทำให้ผู้ป่วยมีการอักเสบเรื้อรังในปอด มีอาการไอเรื้อรัง มีไข้ต่ำๆ อาจมีเหงื่อออกในตอนกลางคืน และน้ำหนักลดลง รวมถึงจะตรวจพบว่ามีภาพรังสีทรวงอกที่ผิดปกติ ซึ่งระยะนี้คือการป่วยเป็นวัณโรคที่เราเข้าใจกันทั่วๆ ไปนั่นเอง อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยวัณโรคปอดส่วนหนึ่งที่อาจจะไม่มีอาการเลย เพียงแต่ตรวจพบว่ามีภาพรังสีปอดที่ผิดปกติแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยเหล่านี้ก็จะมีอาการเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป
นอกจากเกิดโรคที่ปอดแล้ว เชื้อวัณโรคอาจทำให้เกิดโรคที่อวัยวะอื่นๆ นอกปอดได้เช่นกัน เช่นที่กระดูก เยื่อหุ้มสมอง สำไส้ โดยจะมีอาการแสดงของโรคตามแต่ละอวัยวะที่เกิดการติดเชื้อขึ้น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดศีรษะ เป็นต้น
อุบัติการณ์วัณโรคในเมืองไทย
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ประเทศไทยมีสถานการณ์ความรุนแรงของวัณโรคอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก โดยมีการพบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ปีละประมาณ 90,000 ราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากวัณโรคปีละ 5,000-7,000 คน โดยพบว่าวัณโรคสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงมากได้แก่ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ติดเชื้อ HIV
วัณโรครักษาอย่างไร
การรักษาวัณโรคในปัจจุบันใช้หลักการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน โดยต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ในผู้ป่วยบางรายหรือสูตรยาบางชนิดอาจจะใช้เวลานานกว่านั้น ด้วยเหตุนี้สาเหตุที่ทำให้การรักษาวัณโรคล้มเหลวบ่อยที่สุดที่พบก็คือ ผู้ป่วยรับประทานยาไม่ครบตามที่กำหนด ซึ่งอาจจะเกิดจากผลข้างเคียงของยาทำให้ไม่อยากรับประทานยาต่อ หรือบางครั้งเกิดจากการที่ผู้ป่วยหยุดยาเอง เพราะมีอาการดีขึ้นหลังจากรักษาไปได้ระยะหนึ่ง โดยเข้าใจว่าตัวเองหายแล้ว ซึ่งการรับประทานยาวัณโรคไม่ครบจะมีอันตรายมาก เพราะนอกจากจะรักษาไม่หายแล้ว ยังทำให้เชื้อที่เหลืออยู่มีโอกาสกลายเป็นเชื้อดื้อยามากขึ้น ดังนั้นการรักษาวัณโรคจึงจำเป็นต้องมีระบบการติดตามผู้ป่วยที่ดี คือถ้าผู้ป่วยไม่มารับยาต้องมีการติดตาม และผู้ป่วยควรเลือกสถานที่รักษาที่ไปรับยาได้สะดวก
เพราะปัจจุบันการรักษาวัณโรคจะใช้ยาสูตรมาตรฐานเหมือนกันทั่วประเทศ ฉะนั้นไม่ว่าจะรักษาที่ใดก็สามารถรักษาหายได้เหมือนกัน จึงขอแนะนำให้ผู้ป่วยไปรับการรักษาในสถานที่ที่สะดวกที่สุด เมื่อผู้ป่วยรับประทานยาต่อเนื่องไประยะหนึ่ง อาการจะดีขึ้นและเชื้อที่พบในเสมหะก็จะน้อยลง และจะไม่แพร่เชื้ออีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องรักษาให้ครบก่อนถึงจะกลับไปทำงานได้ เพราะประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังการรักษา ปริมาณเชื้อก็จะน้อยลงมากจนไม่น่าจะแพร่เชื้อได้แล้ว
ถ้าคนใกล้ชิดเป็นวัณโรค
สิ่งแรกที่แพทย์จะแนะนำให้กับผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคอย่างใกล้ชิด คือ พยายามสืบค้นก่อนว่าผู้สัมผัสโรคดังกล่าวมีภาวะวัณโรคเกิดขึ้นหรือยัง ด้วยการซักประวัติว่ามีอาการบ่งชี้หรือไม่ เช่น ไอเรื้อรัง มีไข้ เหงื่ออกตอนกลางคืน หรือน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุหรือเปล่า รวมถึงทำการตรวจเพิ่มเติมว่า มีภาพรังสีปอดที่ผิดปกติหรือไม่ ถ้าพบว่ามีวัณโรคก็จะให้การรักษาแบบผู้ป่วยวัณโรค ส่วนในกรณีที่ไม่พบว่าเป็นวัณโรค การจะบอกว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแฝง (หรือเคยรับเชื้อเข้าไปหรือยัง) สามารทำได้โดยวิธีอ้อมๆ คือ การทดสอบภูมิคุ้มกันต่อวัณโรค โดยหมอจะทำการฉีดสารสกัดจากเชื้อวัณโรคเข้าไปใต้ผิวหนัง และรอเป็นเวลา 48 ชั่วโมงแล้วจึงวัดในบริเวณที่ฉีดว่าเกิดปฏิกิริยาขึ้นหรือไม่ ถ้าเกิดปฏิกิริยาเป็นบวก (คือมีตุ่มแดงขนาดเกิน 10 มิลลิเมตร) แสดงว่าผู้ถูกทดสอบมีภูมิต่อเชื้อ ซึ่งหมายถึงว่าอาจเคยติดเชื้อมาก่อน
อย่างไรก็ตาม การทดสอบทางผิวหนังแล้วเกิดปฏิกิริยาเป็นบวกพบได้บ่อยในคนไทยทั่วๆ ไป ดังนั้นการที่มีผลการทดสอบทางผิวหนังเป็นบวก ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นป่วยเป็นวัณโรคแล้ว แต่อาจจะเกิดจากการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่เกิด หรือเคยมีการรับเชื้อมาก่อน ดังนั้นการทดสอบทางผิวหนังจึงไม่ค่อยมีประโยชน์มากนักในคนไทย แต่ในผู้ป่วยบางรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคสูง เช่น ในเด็กเล็ก ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาโดยให้รับประทานยาต้านวัณโรค 1 ชนิดเป็นเวลา 6-9 เดือนเพื่อป้องกันโอกาสการเกิดโรคในอนาคต
วัณโรคดื้อยาคืออะไร
ยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษาวัณโรค (first line drugs) มีอยู่ประมาณ 5 ชนิด โดยทั่วไปการใช้ยาสูตรมาตรฐานรักษาวัณโรคที่ไม่ดื้อยา หากผู้ป่วยได้รับยาอย่างถูกต้องจะมีโอกาสรักษาหายขาดมากกว่าร้อยละ 90 แต่ปัจจุบันเริ่มพบว่ามีวัณโรคที่ดื้อต่อยามาตรฐาน โดยพบมากในผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือได้รับการรักษาที่ไม่ครบถ้วนมาก่อน ซึ่งปัญหาของเชื้อที่ดื้อยา คือ ถ้ามีเชื้อที่ดื้อต่อยาต้านวัณโรคหลายตัว การรักษาด้วยยามาตรฐานจะไม่ได้ผล จำเป็นต้องใช้ยาสำรอง (second line drugs) ซึ่งจะมีราคาแพงมาก และมีผลข้างเคียงสูง แต่ก็ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้ที่มีความชำนาญ ดังนั้นแนวทางการป้องกันเชื้อดื้อยาที่สำคัญ คือ ต้องให้ผู้ป่วยวัณโรคทุกรายได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่แรก
วัคซีนป้องกันวัณโรคมีหรือไม่
จริงๆ แล้วเด็กไทยเกือบทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่แรกเกิดอยู่แล้ว แต่พบว่าวัคซีนชนิดนี้อาจมีผลช่วยป้องกันการติดเชื้อวัณโรคชนิดที่รุนแรงในเด็กช่วงอายุขวบปีแรกเท่านั้น แต่ไม่มีผลในการป้องกันการเกิดโรคในผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงถือว่าปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันวัณโรคที่ได้ผล
ดังนั้นวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อวัณโรคที่ดีที่สุด คือ การให้การวินิจฉัยผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคให้เร็วที่สุด และให้การรักษาที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วย และผู้ป่วยวัณโรคในระยะแพร่เชื้อควรปฎิบัติตัวให้เหมาะสม เช่น ใช้หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ชุมชนจนกว่าจะได้รับการรักษาในระยะที่เหมาะสม และไม่มีการแพร่เชื้ออีกต่อไป
นอกจากนี้การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ การออกกำลังกายบ่อยๆ รับประทานอาหารให้ครบหมู่ รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรค เช่น ไม่สำส่อนทางเพศ ไม่ใช้ยาเสพติด และการตรวจภาพรังสีปอดปีละครั้ง ก็จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจากวัณโรคได้มากขึ้นอีกด้วย
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
Article: รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ อายุรแพทย์ด้านระบบทางเดินหายใจ
ระวังโรคหืด ในวันหืดโลก
ระวังโรคหืด ในวันหืดโลก
โครงการริเริ่มเพื่อโรคหืดระดับโลก (Global Initiative for Asthma) ได้กำหนดให้วันอังคารแรกของเดือนพฤษภาคมเป็นวันโรคหืดโลก ซึ่งในปีนี้จะตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม HealthToday จึงเรียนเชิญ ผศ.นพ. อภิชาติ คณิตทรัพย์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเลขาธิการสมาคมโรคหืดแห่งประเทศไทย มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคหืด เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้ใกล้ชิดและผู้ป่วยโรคหืด ซึ่งคาดว่าปัจจุบันมีอยู่ 3 ล้านคนในประเทศไทย
สาเหตุ
ปัจจุบันวงการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนว่าโรคหืดเกิดจากอะไร แต่เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับ
1. กรรมพันธุ์ ซึ่งทำให้คนที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคหืดมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้สูงขึ้น
2. โรคภูมิแพ้ เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืดสูงขึ้น โดยเกือบร้อยละ 80 หรือ 2 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคหืดเป็นโรคภูมิแพ้ และ 1 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้จะเป็นโรคหืด ฉะนั้นแพทย์ที่รักษาโรคหืดจึงต้องถามผู้ป่วยว่าเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความเสี่ยง และโรคหืดสามารถเกิดขึ้นได้กับภูมิแพ้ทั้ง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้ทางจมูก ซึ่งทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม ภูมิแพ้ทางตา ที่ทำให้เคืองตา น้ำตาไหล และภูมิแพ้ทางผิวหนัง แต่อาการภูมิแพ้ที่มีโรคหืดร่วมด้วยซึ่งพบบ่อย คือ ภูมิแพ้ที่มีอาการทางจมูก
โดยพยาธิสภาพของโรคหืดเกิดจากการอักเสบเรื้อรังในหลอดลม และเมื่ออาการอักเสบเกิดขึ้นนานๆ เข้า หลอดลมก็จะมีการเปลี่ยนแปลง เกิดภาวะที่เรียกว่าหลอดลมไวต่อการกระตุ้น และเมื่อผู้ป่วยถูกสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการจับหืด ก็จะทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ไอ หายใจเสียงดังวี๊ด เป็นต้น
กลุ่มเสี่ยง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดมากจะพบได้ใน 2 ช่วง คือ ช่วงเด็ก ซึ่งอาการมักจะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น แต่จะกลับมาเป็นอีกครั้งในวัยผู้ใหญ่ตอนอายุ 20–25 ปี มักไม่ค่อยพบในคนที่มีอายุมาก แม้จะมีการอธิบายว่าลักษณะของภูมิคุ้มกันทำให้เกิดแพทเทิร์นในการเป็นโรคหืดในลักษณะนี้ แต่จริงๆ แล้วก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าอาการที่ดีขึ้นหรือแย่ลงเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอะไร
สัญญาณเตือน
โรคภูมิแพ้ถือว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญของโรคหืด ส่วนสัญญานเตือนอันดับที่ 2 คือมีอาการ ไม่ว่าจะเป็นอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ไอ หรือหายใจมีเสียงวี๊ดๆ อย่างไรก็ดีมีบางคนที่เป็นโรคหืดโดยไม่มีอาการอย่างอื่นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากอาการไออย่างเดียว ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคอย่างอื่นได้ เช่น โรคไอเรื้อรัง ฉะนั้นคนที่มีปัญหาไอเรื้อรังรักษาไม่หาย อาจจะต้องตรวจสอบว่าตัวเองเป็นโรคหืดหรือไม่
การวินิจฉัย
1. การซักประวัติ ว่าเป็นโรคภูมิแพ้ หรือมีอาการอย่างที่บอกหรือไม่
2. การตรวจสมรรถภาพปอด ด้วยการเป่าความเร็วของลมด้วยเครื่อง peak flow meter (เครื่องวัดความแรงของลมที่เป่า) เพื่อดูว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ ซึ่งในผู้ป่วยโรคหืดช่วงที่มีอาการ ความเร็วของลมในการเป่าจะต่ำ
3. การกระตุ้นให้หลอดลมตีบ ด้วยการให้สารตัวกระตุ้นเข้าไปแล้ววัดว่าหลอดลมตีบหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่การดูประวัติ และการตรวจสมรรถภาพปอดก็พอบอกได้
การรักษา
การรักษาที่สำคัญของโรคหืด คือ การลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในหลอดลม โดย 1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ซึ่งเป็นตัวที่กระตุ้นให้เกิดอาการดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือจับหืดมากที่สุดในเมืองไทยคือไรฝุ่น นอกจากนี้ก็ยังมีสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่ก็มีบางคนที่แพ้อากาศร้อน 2. การใช้ยา ซึ่งยาที่รักษาได้ดีที่สุด คือ ยาสเตียรอยด์ชนิดสูด แต่ก็มีผู้ป่วยบางคนที่เข้าไม่ถึงยา เพราะเข้าใจผิดว่าการใช้ยาจะทำให้มีผลข้างเคียงจากยาสเตียรอยด์ จึงไม่ยอมใช้ยาตัวนี้แต่ไปใช้ยาอีกกลุ่มหนึ่งคือยาขยายหลอดลม ซึ่งเป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการ อันเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ฉะนั้นแพทย์คงต้องให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ยาสเตียรอยด์ชนิดสูดเป็นยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่ ซึ่งทำให้ผลข้างเคียงกับร่างกายน้อย ไม่เหมือนกับการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดกิน
“ส่วนมากมักจะมีปัญหาในเด็กๆ เนื่องจากในฉลากยาจะมีคำเตือนว่า การใช้ยานี้อาจจะทำให้กระดูกเจริญเติบโตช้า ทำให้พ่อแม่เกิดความกลัวว่าลูกจะได้รับอันตราย ซึ่งถ้าถามว่ามีผลไหม ก็มี แต่มันน้อยมาก เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดจากการปล่อยให้ลูกมีอาการที่รุนแรงจากโรคหืด หรือควบคุมอาการไม่ได้ ซึ่งทำให้เด็กต้องหยุดโรงเรียนบ่อย เหนื่อยบ่อย ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย” นพ.อภิชาติอธิบาย
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งในการรักษาโรคหืด คือการทำให้ผู้ป่วยสามารถสูดยาได้อย่างถูกต้อง เพราะยาแบบสูดที่มีอยู่ 2 รูปแบบใหญ่ๆ จะมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกัน ดังนี้
1.ยาสูดแบบสเปรย์ ซึ่งมีวิธีการใช้ คือ ต้องเขย่ายาให้เข้ากันก่อนที่จะเปิดฝาออก จากนั้นให้ผู้ป่วยหายใจออกให้สุด แล้วจึงเอายาจ่อไว้ที่ริมฝีปาก กดยาพร้อมกับสูดเข้าอย่างช้าๆ และลึก หลังจากนั้นก็กลั้นหายใจเป็นเวลา 10 วินาที แล้วค่อยหายใจออก รอสักครู่ก่อนที่จะกดยาอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ผู้ป่วยบางคนจะกดยาก่อนแล้วค่อยสูด ซึ่งทำให้ยาออกไปแล้ว หรือบางคนสูดก่อนแล้วจึงกดยา ก็จะทำให้ยาไม่เข้าเช่นกัน จึงขอย้ำว่าต้องกดยาพร้อมกับสูดเข้า และให้กดยาเพียงครั้งเดียวพอ
2. ยาแบบผง จะมีวิธีการสูดที่แตกต่างกัน เนื่องจากรูปแบบของยาจะเป็นเม็ด ก่อนอื่นจะต้องทำให้ผงยาแตกออกก่อน แล้วผู้ป่วยต้องสูดยาเข้าอย่างรวดเร็วและแรง เพื่อให้ยาที่เป็นผงออก ฉะนั้นก่อนที่ผู้ป่วยจะใช้ยาตัวนี้ได้ต้องมีการทดสอบแรงสูดก่อนว่าสูดได้แรงพอไหม ถ้าไม่พอก็ใช้ยาตัวนี้ไม่ได้ แต่บางครั้งแพทย์ให้ยานี้โดยไม่ได้ทำการทดสอบ ทำให้ผู้ป่วยบางรายสูดไม่เข้าเพราะแรงสูดไม่พอ
แม้ว่าโรคหืดจะเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่แพทย์สามารถควบคุมไม่ให้มีอาการ และสามารถไปทำงานได้ตามปกติ รวมถึงสามารถหยุดยาได้ ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
หืดชนิดที่เป็นอันตราย
จะมีผู้ป่วยโรคหืด 2 กลุ่มที่อาจจะมีการอาการรุนแรงได้แบบฉับพลัน คือ
1. กลุ่มที่จับหืดอย่างเฉียบพลัน ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ควบคุมอาการไม่ดี ใช้ยาไม่ถูกต้อง เหนื่อยบ่อย จับหืดบ่อย ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการจับหืดอย่างเฉียบพลันอาจจะเสียชีวิตได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว
2. กลุ่มที่ไม่ค่อยมีอาการแสดง แม้ว่าหลอดลมจะตีบอยู่ก็ตาม ซึ่งเกิดจากตัวรับความรู้สึกของผู้ป่วยไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อหลอดลมตีบมากแล้ว ฉะนั้นการติดตามอาการของคนกลุ่มนี้จะต้องใช้ peak flow meter หรือ เป็นตัวชี้วัดอาการจับหืด โดยผู้ป่วยควรมีการจดบันทึกว่า ตอนเช้าเป่าได้เท่าไร ตอนเย็นเป่าได้เท่าไร เพื่อติดตามอาการของตัวเอง
คำแนะนำสำหรับคนใกล้ชิด
จริงๆ แล้วผู้ป่วยทุกคนจะมีแผนการรักษาตัวเอง ซึ่งแพทย์จะให้ไว้เป็นแผ่นเล็กๆ สำหรับติดตัว โดยแผนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งภายในจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นสีเขียวซึ่งแสดงว่าผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการได้ ส่วนที่สองจะเป็นสีเหลืองซึ่งเป็นระยะเตือนภัยที่จะมีคำแนะนำว่าผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดจะต้องใช้ยาอย่างไร พ่นยาอย่างไร ส่วนที่สามจะเป็นสีแดงซึ่งจะบอกถึงการดูแลผู้ป่วยก่อนรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ซึ่งนอกจากตัวผู้ป่วยแล้ว ญาติหรือคนใกล้ชิดผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีการดูแลผู้ป่วยด้วย เพราะหากเกิดอาการจับหืดรุนแรงผู้ป่วยจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และหากญาติหรือคนใกล้ชิดไม่ทราบวิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยไม่สมควรได้ ที่สำคัญคือถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรงคนใกล้ชิดต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด อย่ารอไปพบแพทย์ที่รักษาประจำ เพราะอาจจะสายเกินไป
นอกจากนี้ผู้ป่วยยังควรมีสมุดประจำตัว เพื่อที่เวลาฉุกเฉิน ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถให้ข้อมูลได้ แพทย์จะได้เปิดดูได้เลยว่า ผู้ป่วยได้รับยาโรคหืดตัวไหนอยู่ มีการใช้ยาความดันโลหิตหรือไม่
สำหรับวิธีการปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคหืดเบื้องต้นที่ดีที่สุด คือ การพ่นยาขยายหลอดลม โดยให้เริ่มพ่นยาทันทีที่มีอาการ หลังจากนั้นถ้าประเมินแล้วเห็นว่าตัวเองหรือผู้ป่วยยังไม่มีอาการดีขึ้นก็ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน ซึ่งญาติหรือคนใกล้ชิดควรมีส่วนมากในการช่วยประเมินตรงนี้ด้วย
ผู้ป่วยควบคุมอาการได้ดีหรือไม่
ผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดจะทราบได้อย่างไรว่าผู้ป่วยควบคุมอาการได้ดีหรือไม่ นพ.อภิชาติแนะนำว่าสามารถดูได้จาก 1. ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยจนถึงขั้นต้องใช้ยาขยายหลอดลมบ่อยแค่ไหน หากต้องใช้ยาเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์แสดงว่าผู้ป่วยควบคุมอาการได้ไม่ดี 2. ผู้ป่วยมีอาการช่วงกลางคืนหรือไม่ ถ้ามี แสดงว่าควบคุมไม่ได้ ซึ่งต้องไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ทำการปรับยาให้
5 คำถามน่ารู้สำหรับผู้ป่วยโรคหืด
1. การออกกำลังกายกับโรคหืด
การออกกำลังกายมีส่วนช่วยให้โรคหืดมีอาการดีขึ้นได้ เพียงแต่ต้องเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ถูกต้อง คือหลีกเลี่ยงรูปแบบการออกกำลังกายที่อาจจะกระตุ้นโรคหืด เช่น ไม่ว่ายน้ำในขณะที่อากาศเย็น อย่างไรก็ดี จะมีผู้ป่วยโรคหืดกลุ่มหนึ่งที่การออกกำลังกายเป็นตัวกระตุ้นให้โรคหืดกำเริบ (exercise induced asthma) ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการมีอาการเหนื่อยเร็วเมื่อไปออกกำลังกาย ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการนี้ก็ต้องระวัง แต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการให้ผู้ป่วยพ่นยาขยายหลอดลมก่อนไปออกกำลังกาย
2. ความอ้วน-ผอม & การตั้งครรภ์มีผลต่อโรคหืดอย่างไร
คนอ้วนมีสมรรถภาพปอดที่แย่กว่าคนผอม ทำให้เวลาที่คนอ้วนเกิดอาการจับหืดจะรุนแรงกว่าคนผอม เพราะตัวปอดมีพื้นที่สำรองน้อย ทำให้เหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ เช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคหืดที่ตั้งครรภ์ก็จะมีอาการจับหืดที่รุนแรงกว่าคนธรรมดา เพราะทารกในครรภ์จะไปดันกระบังลมขึ้นไป ทำให้พื้นที่สำรองในปอดน้อยลง อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดแล้วตั้งครรภ์ 1 ใน 3 จะมีอาการเหมือนเดิม 1 ใน 3 อาการจะแย่ลง 1 ใน 3 อาการจะดีขึ้น
3. โรคหืดกับความเครียด
ความเครียดมีส่วนในการกระตุ้นโรคหืดได้ ฉะนั้นผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องความเครียด หรือมีปัญหาด้านโรคจิตเวช จะควบคุมอาการโรคหืดได้ลำบากขึ้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรได้รับคำแนะนำเรื่องจิตใจร่วมด้วย
นอกจากนี้ยังมีโรคหืดอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่าโรคหืดจากการทำงาน คือ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยในวันที่ต้องไปทำงาน แต่หายสบายดีเมื่อถึงวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุด และกลับมาเป็นใหม่ในวันจันทร์ ซึ่งก็จัดว่าเป็นโรคหืดที่เกิดจากความเครียดได้เช่นกัน
4. โรคหืดกับการสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ทำให้การควบคุมโรคหืดทำได้ไม่ค่อยดีนัก ฉะนั้นผู้ป่วยโรคหืดจึงควรเลิกสูบบุหรี่
5. อาหารและยาบางอย่างอาจมีผลต่อโรคหืด
- อาหารที่เป็นตัวกระตุ้นโรคหืด จะขึ้นอยู่กับอาการแพ้ของแต่ละคน ว่ากินอาหารประเภทไหนแล้วกระตุ้นให้เกิดอาการจับหืด อย่างไรก็ดีพบได้บ่อยว่า ผงชูรสทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย
- อาหารเสริมไม่ช่วยลดอาการหืด ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่ามีอาหารเสริมชนิดไหนที่ทำให้โรคหืดมีอาการดีขึ้น การเพิ่มสมรรถภาพปอดด้วยการออกกำลังกายและเลิกสูบบุหรี่ยังเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการลดอาการหืด
- ยาที่ทำให้โรคหืดกำเริบ เช่น ยาลดความดันโลหิตบางชนิด หรือยาแก้ปวด ฉะนั้นผู้ป่วยโรคหืดที่เป็นและต้องกินยาเหล่านี้ จึงต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยากับแพทย์เสมอ
- การใช้ยาลูกกลอนที่ผสมสเตียรอยด์เพื่อรักษาโรคหืด เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะอาจจะได้รับผลกระทบจากสเตียรอยด์ในระยะยาว ซึ่งจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น หน้าอ้วนกลมแบบดวงจันทร์ มีไขมันพอกที่หน้าท้อง มีหนอกที่ต้นคอ เพิ่มโอกาสการเป็นต้อกระจก และติดเชื้อง่ายขึ้น
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
โครงการริเริ่มเพื่อโรคหืดระดับโลก (Global Initiative for Asthma) ได้กำหนดให้วันอังคารแรกของเดือนพฤษภาคมเป็นวันโรคหืดโลก ซึ่งในปีนี้จะตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม HealthToday จึงเรียนเชิญ ผศ.นพ. อภิชาติ คณิตทรัพย์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเลขาธิการสมาคมโรคหืดแห่งประเทศไทย มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคหืด เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้ใกล้ชิดและผู้ป่วยโรคหืด ซึ่งคาดว่าปัจจุบันมีอยู่ 3 ล้านคนในประเทศไทย
สาเหตุ
ปัจจุบันวงการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนว่าโรคหืดเกิดจากอะไร แต่เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับ
1. กรรมพันธุ์ ซึ่งทำให้คนที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคหืดมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้สูงขึ้น
2. โรคภูมิแพ้ เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืดสูงขึ้น โดยเกือบร้อยละ 80 หรือ 2 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคหืดเป็นโรคภูมิแพ้ และ 1 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้จะเป็นโรคหืด ฉะนั้นแพทย์ที่รักษาโรคหืดจึงต้องถามผู้ป่วยว่าเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความเสี่ยง และโรคหืดสามารถเกิดขึ้นได้กับภูมิแพ้ทั้ง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้ทางจมูก ซึ่งทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม ภูมิแพ้ทางตา ที่ทำให้เคืองตา น้ำตาไหล และภูมิแพ้ทางผิวหนัง แต่อาการภูมิแพ้ที่มีโรคหืดร่วมด้วยซึ่งพบบ่อย คือ ภูมิแพ้ที่มีอาการทางจมูก
โดยพยาธิสภาพของโรคหืดเกิดจากการอักเสบเรื้อรังในหลอดลม และเมื่ออาการอักเสบเกิดขึ้นนานๆ เข้า หลอดลมก็จะมีการเปลี่ยนแปลง เกิดภาวะที่เรียกว่าหลอดลมไวต่อการกระตุ้น และเมื่อผู้ป่วยถูกสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการจับหืด ก็จะทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ไอ หายใจเสียงดังวี๊ด เป็นต้น
กลุ่มเสี่ยง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดมากจะพบได้ใน 2 ช่วง คือ ช่วงเด็ก ซึ่งอาการมักจะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น แต่จะกลับมาเป็นอีกครั้งในวัยผู้ใหญ่ตอนอายุ 20–25 ปี มักไม่ค่อยพบในคนที่มีอายุมาก แม้จะมีการอธิบายว่าลักษณะของภูมิคุ้มกันทำให้เกิดแพทเทิร์นในการเป็นโรคหืดในลักษณะนี้ แต่จริงๆ แล้วก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าอาการที่ดีขึ้นหรือแย่ลงเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอะไร
สัญญาณเตือน
โรคภูมิแพ้ถือว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญของโรคหืด ส่วนสัญญานเตือนอันดับที่ 2 คือมีอาการ ไม่ว่าจะเป็นอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ไอ หรือหายใจมีเสียงวี๊ดๆ อย่างไรก็ดีมีบางคนที่เป็นโรคหืดโดยไม่มีอาการอย่างอื่นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากอาการไออย่างเดียว ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคอย่างอื่นได้ เช่น โรคไอเรื้อรัง ฉะนั้นคนที่มีปัญหาไอเรื้อรังรักษาไม่หาย อาจจะต้องตรวจสอบว่าตัวเองเป็นโรคหืดหรือไม่
การวินิจฉัย
1. การซักประวัติ ว่าเป็นโรคภูมิแพ้ หรือมีอาการอย่างที่บอกหรือไม่
2. การตรวจสมรรถภาพปอด ด้วยการเป่าความเร็วของลมด้วยเครื่อง peak flow meter (เครื่องวัดความแรงของลมที่เป่า) เพื่อดูว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ ซึ่งในผู้ป่วยโรคหืดช่วงที่มีอาการ ความเร็วของลมในการเป่าจะต่ำ
3. การกระตุ้นให้หลอดลมตีบ ด้วยการให้สารตัวกระตุ้นเข้าไปแล้ววัดว่าหลอดลมตีบหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่การดูประวัติ และการตรวจสมรรถภาพปอดก็พอบอกได้
การรักษา
การรักษาที่สำคัญของโรคหืด คือ การลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในหลอดลม โดย 1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ซึ่งเป็นตัวที่กระตุ้นให้เกิดอาการดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือจับหืดมากที่สุดในเมืองไทยคือไรฝุ่น นอกจากนี้ก็ยังมีสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่ก็มีบางคนที่แพ้อากาศร้อน 2. การใช้ยา ซึ่งยาที่รักษาได้ดีที่สุด คือ ยาสเตียรอยด์ชนิดสูด แต่ก็มีผู้ป่วยบางคนที่เข้าไม่ถึงยา เพราะเข้าใจผิดว่าการใช้ยาจะทำให้มีผลข้างเคียงจากยาสเตียรอยด์ จึงไม่ยอมใช้ยาตัวนี้แต่ไปใช้ยาอีกกลุ่มหนึ่งคือยาขยายหลอดลม ซึ่งเป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการ อันเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ฉะนั้นแพทย์คงต้องให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ยาสเตียรอยด์ชนิดสูดเป็นยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่ ซึ่งทำให้ผลข้างเคียงกับร่างกายน้อย ไม่เหมือนกับการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดกิน
“ส่วนมากมักจะมีปัญหาในเด็กๆ เนื่องจากในฉลากยาจะมีคำเตือนว่า การใช้ยานี้อาจจะทำให้กระดูกเจริญเติบโตช้า ทำให้พ่อแม่เกิดความกลัวว่าลูกจะได้รับอันตราย ซึ่งถ้าถามว่ามีผลไหม ก็มี แต่มันน้อยมาก เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดจากการปล่อยให้ลูกมีอาการที่รุนแรงจากโรคหืด หรือควบคุมอาการไม่ได้ ซึ่งทำให้เด็กต้องหยุดโรงเรียนบ่อย เหนื่อยบ่อย ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย” นพ.อภิชาติอธิบาย
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งในการรักษาโรคหืด คือการทำให้ผู้ป่วยสามารถสูดยาได้อย่างถูกต้อง เพราะยาแบบสูดที่มีอยู่ 2 รูปแบบใหญ่ๆ จะมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกัน ดังนี้
1.ยาสูดแบบสเปรย์ ซึ่งมีวิธีการใช้ คือ ต้องเขย่ายาให้เข้ากันก่อนที่จะเปิดฝาออก จากนั้นให้ผู้ป่วยหายใจออกให้สุด แล้วจึงเอายาจ่อไว้ที่ริมฝีปาก กดยาพร้อมกับสูดเข้าอย่างช้าๆ และลึก หลังจากนั้นก็กลั้นหายใจเป็นเวลา 10 วินาที แล้วค่อยหายใจออก รอสักครู่ก่อนที่จะกดยาอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ผู้ป่วยบางคนจะกดยาก่อนแล้วค่อยสูด ซึ่งทำให้ยาออกไปแล้ว หรือบางคนสูดก่อนแล้วจึงกดยา ก็จะทำให้ยาไม่เข้าเช่นกัน จึงขอย้ำว่าต้องกดยาพร้อมกับสูดเข้า และให้กดยาเพียงครั้งเดียวพอ
2. ยาแบบผง จะมีวิธีการสูดที่แตกต่างกัน เนื่องจากรูปแบบของยาจะเป็นเม็ด ก่อนอื่นจะต้องทำให้ผงยาแตกออกก่อน แล้วผู้ป่วยต้องสูดยาเข้าอย่างรวดเร็วและแรง เพื่อให้ยาที่เป็นผงออก ฉะนั้นก่อนที่ผู้ป่วยจะใช้ยาตัวนี้ได้ต้องมีการทดสอบแรงสูดก่อนว่าสูดได้แรงพอไหม ถ้าไม่พอก็ใช้ยาตัวนี้ไม่ได้ แต่บางครั้งแพทย์ให้ยานี้โดยไม่ได้ทำการทดสอบ ทำให้ผู้ป่วยบางรายสูดไม่เข้าเพราะแรงสูดไม่พอ
แม้ว่าโรคหืดจะเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่แพทย์สามารถควบคุมไม่ให้มีอาการ และสามารถไปทำงานได้ตามปกติ รวมถึงสามารถหยุดยาได้ ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
หืดชนิดที่เป็นอันตราย
จะมีผู้ป่วยโรคหืด 2 กลุ่มที่อาจจะมีการอาการรุนแรงได้แบบฉับพลัน คือ
1. กลุ่มที่จับหืดอย่างเฉียบพลัน ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ควบคุมอาการไม่ดี ใช้ยาไม่ถูกต้อง เหนื่อยบ่อย จับหืดบ่อย ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการจับหืดอย่างเฉียบพลันอาจจะเสียชีวิตได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว
2. กลุ่มที่ไม่ค่อยมีอาการแสดง แม้ว่าหลอดลมจะตีบอยู่ก็ตาม ซึ่งเกิดจากตัวรับความรู้สึกของผู้ป่วยไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อหลอดลมตีบมากแล้ว ฉะนั้นการติดตามอาการของคนกลุ่มนี้จะต้องใช้ peak flow meter หรือ เป็นตัวชี้วัดอาการจับหืด โดยผู้ป่วยควรมีการจดบันทึกว่า ตอนเช้าเป่าได้เท่าไร ตอนเย็นเป่าได้เท่าไร เพื่อติดตามอาการของตัวเอง
คำแนะนำสำหรับคนใกล้ชิด
จริงๆ แล้วผู้ป่วยทุกคนจะมีแผนการรักษาตัวเอง ซึ่งแพทย์จะให้ไว้เป็นแผ่นเล็กๆ สำหรับติดตัว โดยแผนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งภายในจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นสีเขียวซึ่งแสดงว่าผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการได้ ส่วนที่สองจะเป็นสีเหลืองซึ่งเป็นระยะเตือนภัยที่จะมีคำแนะนำว่าผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดจะต้องใช้ยาอย่างไร พ่นยาอย่างไร ส่วนที่สามจะเป็นสีแดงซึ่งจะบอกถึงการดูแลผู้ป่วยก่อนรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ซึ่งนอกจากตัวผู้ป่วยแล้ว ญาติหรือคนใกล้ชิดผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีการดูแลผู้ป่วยด้วย เพราะหากเกิดอาการจับหืดรุนแรงผู้ป่วยจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และหากญาติหรือคนใกล้ชิดไม่ทราบวิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยไม่สมควรได้ ที่สำคัญคือถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรงคนใกล้ชิดต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด อย่ารอไปพบแพทย์ที่รักษาประจำ เพราะอาจจะสายเกินไป
นอกจากนี้ผู้ป่วยยังควรมีสมุดประจำตัว เพื่อที่เวลาฉุกเฉิน ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถให้ข้อมูลได้ แพทย์จะได้เปิดดูได้เลยว่า ผู้ป่วยได้รับยาโรคหืดตัวไหนอยู่ มีการใช้ยาความดันโลหิตหรือไม่
สำหรับวิธีการปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคหืดเบื้องต้นที่ดีที่สุด คือ การพ่นยาขยายหลอดลม โดยให้เริ่มพ่นยาทันทีที่มีอาการ หลังจากนั้นถ้าประเมินแล้วเห็นว่าตัวเองหรือผู้ป่วยยังไม่มีอาการดีขึ้นก็ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน ซึ่งญาติหรือคนใกล้ชิดควรมีส่วนมากในการช่วยประเมินตรงนี้ด้วย
ผู้ป่วยควบคุมอาการได้ดีหรือไม่
ผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดจะทราบได้อย่างไรว่าผู้ป่วยควบคุมอาการได้ดีหรือไม่ นพ.อภิชาติแนะนำว่าสามารถดูได้จาก 1. ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยจนถึงขั้นต้องใช้ยาขยายหลอดลมบ่อยแค่ไหน หากต้องใช้ยาเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์แสดงว่าผู้ป่วยควบคุมอาการได้ไม่ดี 2. ผู้ป่วยมีอาการช่วงกลางคืนหรือไม่ ถ้ามี แสดงว่าควบคุมไม่ได้ ซึ่งต้องไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ทำการปรับยาให้
5 คำถามน่ารู้สำหรับผู้ป่วยโรคหืด
1. การออกกำลังกายกับโรคหืด
การออกกำลังกายมีส่วนช่วยให้โรคหืดมีอาการดีขึ้นได้ เพียงแต่ต้องเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ถูกต้อง คือหลีกเลี่ยงรูปแบบการออกกำลังกายที่อาจจะกระตุ้นโรคหืด เช่น ไม่ว่ายน้ำในขณะที่อากาศเย็น อย่างไรก็ดี จะมีผู้ป่วยโรคหืดกลุ่มหนึ่งที่การออกกำลังกายเป็นตัวกระตุ้นให้โรคหืดกำเริบ (exercise induced asthma) ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการมีอาการเหนื่อยเร็วเมื่อไปออกกำลังกาย ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการนี้ก็ต้องระวัง แต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการให้ผู้ป่วยพ่นยาขยายหลอดลมก่อนไปออกกำลังกาย
2. ความอ้วน-ผอม & การตั้งครรภ์มีผลต่อโรคหืดอย่างไร
คนอ้วนมีสมรรถภาพปอดที่แย่กว่าคนผอม ทำให้เวลาที่คนอ้วนเกิดอาการจับหืดจะรุนแรงกว่าคนผอม เพราะตัวปอดมีพื้นที่สำรองน้อย ทำให้เหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ เช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคหืดที่ตั้งครรภ์ก็จะมีอาการจับหืดที่รุนแรงกว่าคนธรรมดา เพราะทารกในครรภ์จะไปดันกระบังลมขึ้นไป ทำให้พื้นที่สำรองในปอดน้อยลง อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดแล้วตั้งครรภ์ 1 ใน 3 จะมีอาการเหมือนเดิม 1 ใน 3 อาการจะแย่ลง 1 ใน 3 อาการจะดีขึ้น
3. โรคหืดกับความเครียด
ความเครียดมีส่วนในการกระตุ้นโรคหืดได้ ฉะนั้นผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องความเครียด หรือมีปัญหาด้านโรคจิตเวช จะควบคุมอาการโรคหืดได้ลำบากขึ้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรได้รับคำแนะนำเรื่องจิตใจร่วมด้วย
นอกจากนี้ยังมีโรคหืดอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่าโรคหืดจากการทำงาน คือ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยในวันที่ต้องไปทำงาน แต่หายสบายดีเมื่อถึงวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุด และกลับมาเป็นใหม่ในวันจันทร์ ซึ่งก็จัดว่าเป็นโรคหืดที่เกิดจากความเครียดได้เช่นกัน
4. โรคหืดกับการสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ทำให้การควบคุมโรคหืดทำได้ไม่ค่อยดีนัก ฉะนั้นผู้ป่วยโรคหืดจึงควรเลิกสูบบุหรี่
5. อาหารและยาบางอย่างอาจมีผลต่อโรคหืด
- อาหารที่เป็นตัวกระตุ้นโรคหืด จะขึ้นอยู่กับอาการแพ้ของแต่ละคน ว่ากินอาหารประเภทไหนแล้วกระตุ้นให้เกิดอาการจับหืด อย่างไรก็ดีพบได้บ่อยว่า ผงชูรสทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย
- อาหารเสริมไม่ช่วยลดอาการหืด ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่ามีอาหารเสริมชนิดไหนที่ทำให้โรคหืดมีอาการดีขึ้น การเพิ่มสมรรถภาพปอดด้วยการออกกำลังกายและเลิกสูบบุหรี่ยังเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการลดอาการหืด
- ยาที่ทำให้โรคหืดกำเริบ เช่น ยาลดความดันโลหิตบางชนิด หรือยาแก้ปวด ฉะนั้นผู้ป่วยโรคหืดที่เป็นและต้องกินยาเหล่านี้ จึงต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยากับแพทย์เสมอ
- การใช้ยาลูกกลอนที่ผสมสเตียรอยด์เพื่อรักษาโรคหืด เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะอาจจะได้รับผลกระทบจากสเตียรอยด์ในระยะยาว ซึ่งจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น หน้าอ้วนกลมแบบดวงจันทร์ มีไขมันพอกที่หน้าท้อง มีหนอกที่ต้นคอ เพิ่มโอกาสการเป็นต้อกระจก และติดเชื้อง่ายขึ้น
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
รู้จักพาร์กินสัน โรคสั่นจากสมอง
รู้จักพาร์กินสัน โรคสั่นจากสมอง
แม้ว่าจะคุ้นเคยกับคำว่าพาร์กินสันกันมากขึ้น แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วโรคนี้คืออะไร ในโอกาสที่วันที่ 11 เมษายน เป็นวันพาร์กินสันโลก (World Parkinson’s Day) HealthToday จึงเรียนเชิญ รศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคสมอง หัวหน้าศูนย์รักษาโรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วย ครอบครัวและสังคมในหมู่คนไทยมากขึ้น
อุบัติการณ์โรคพาร์กินสัน
ปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่มีโครงการปีลงทะเบียนผู้ป่วยพาร์กินสัน ซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่างสภากาชาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยมาลงทะเบียน ทำให้ปัจจุบันมีผู้ป่วยมาลงทะเบียนแล้วกว่า 40,000 ราย ซึ่งเป็นจำนวนมากพอสมควรสำหรับโรค 1 โรคที่คนยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก อย่างไรก็ดี คาดว่าจำนวนผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจริงๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนราย เพราะน่าจะมีผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย โดยที่ผู้ป่วยเองก็ยังไม่ทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน หรือผู้ป่วยบางรายก็ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่น
โดยโครงการปีลงทะเบียนผู้ป่วยพาร์กินถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของปีรณรงค์โรคพาร์กินสัน ซึ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2553 โดยนอกจากจะเพื่อค้นหาผู้ป่วยและให้การรักษาที่ถูกต้อง เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต และลดภาวะแทรกซ้อนแล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายการรักษาโรคพาร์กินสันระหว่าง 4 หน่วยงานดังกล่าวในเรื่องระบบการส่งต่อผู้ป่วยและระบบส่งกลับ รวมถึงเพื่อพัฒนาการวินิจฉัย โดยอยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางหรือคู่มือในการวินิจฉัยและการรักษาโรคพาร์กินสัน เพื่อส่งไปให้โรงพยาบาลจังหวัดและโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ เพราะโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เฉพะ ทำให้แพทย์ทั่วไปไม่กล้ารักษา แต่ปัจจุบันเมืองไทยมีแพทย์ทางระบบประสาทที่รักษาโรคพาร์กินสันได้ไม่ถึง 300 คนเท่านั้น โดยส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ
สาเหตุการเกิดพาร์กินสัน
พาร์กินสันเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่าเกิดจากความเสื่อมของประสาทที่เกิดขึ้นกับสมองส่วนกลาง โดยส่วนใหญ่จะเริ่มที่บริเวณก้านสมอง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว อันเนื่องมาจากการลดลงของสารเคมีที่เรียกว่าโดปามีน ทำให้เซลล์ประสาทเกิดการเสื่อม ส่งผลให้ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของความเคลื่อนไหว อย่างเช่นมีอาการสั่น ช้า เดินเกร็ง ลำตัวงอมาข้างหน้า เดินซอยเท้าถี่ๆ บางครั้งเท้าติดอยู่กับพื้นก้าวไม่ออก
แต่ในปัจจุบันวงการแพทย์ทราบว่าโรคพาร์กินสันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอาการนอกเหนือจากนั้นด้วย อย่างเช่น อาการท้องผูก (ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยพาร์กินสันมีอาการท้องผูก) เนื่องจากลำไส้เคลื่อนไหวช้าเพราะความเสื่อมของระบบประสาทอัตโนมัติที่มาเลี้ยงลำไส้ หรืออาจจะมีปัญหาเรื่องการดมกลิ่นลดลง เพราะว่าเซลล์ประสาทรับกลิ่นเสื่อม ทำให้ผู้ป่วยไม่ค่อยได้กลิ่น ความอยากอาหารจึงลดลง ส่งผลให้น้ำหนักลด หรือเกิดอาการซึมเศร้าจากหลายสาเหตุ เช่น ตกใจที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสัน หรือเนื่องจากความเสื่อมของสมองส่วนหน้า ทำให้สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ลดลง รวมถึงอาการสมองเสื่อม ความจำเสื่อม ซึ่งผู้ป่วยบางรายมีความกังวลเกี่ยวกับอาการเหล่านี้มากกว่าเรื่องการเคลื่อนไหวอีก อย่างเช่นกลัวว่าถ้าสมองเสื่อมแล้วจะต้องกลายเป็นภาระต่อครอบครัว
3 กลุ่มเสี่ยงสำคัญ
สำหรับคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์กินสันมีอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ คือ
1. ผู้สูงอายุ เพราะโรคพาร์กินสันจะเกิดเพิ่มขึ้นในผู้สูงอายุ โดยมีสถิติว่า ร้อยละ 1 ของคนที่อายุเกิน 60 ปีเป็นพาร์กินสัน และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2-3 ถ้าอายุเกิน 80 ปี
2. คนที่มีคนในครอบครัวเป็นพาร์กินสันตั้งแต่อายุน้อย เพราะว่าร้อยละ 5-20 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสันตั้งแต่อายุน้อยจะมีสาเหตุจากพันธุกรรม ทำให้คนในครอบครัวมีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้น
3. คนที่ได้รับการกระทบกระเทือนทางศีรษะอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อย่างเช่นนักมวย โดยผลการศึกษาโรคพาร์กินสันในนักมวยไทยมักจะเกิดในนักมวยที่ต่อยเยอะและถูกน็อกเอาท์ ซึ่งทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนสูง ฉะนั้นมวยไทยควรจะต้องมีการป้องกันศีรษะมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้นักกีฬาได้รับผลกระทบในระยะยาว
การวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน
วิธีการวินิจฉัยหลักของโรคพาร์กินสันจะใช้วิธีการตรวจร่างกายและการซักประวัติ และถึงแม้ว่าโรคพาร์กินสันจะทำให้เกิดอาการที่หลากหลายดังได้กล่าวไปแล้ว แต่เกณฑ์สำคัญในการวินิจฉัยโรคพาร์กินสันก็ยังเป็นอาการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว คือการเคลื่อนไหวที่ช้าลงบวกกับอาการสั่นและอาการเกร็ง โดยจะมีลักษณะเฉพาะ คือมักจะเริ่มต้นที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย และมีอาการเพิ่มขึ้นตามเวลา ก่อนที่จะเป็นด้านตรงกันข้าม เช่น ถ้าผู้ป่วยเริ่มต้นด้วยอาการสั่นและเคลื่อนไหวช้าที่แขนข้างซ้าย หลังจากนั้นก็จะเป็นที่แขนข้างขวา โดยบางคนอาจจะแค่มีอาการช้ากับเกร็งก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอาการสั่น (ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะมีอาการสั่ง ขณะที่ร้อยละ 30 จะไม่มี) แต่อาการสั่นของโรคพาร์กินสันจะสั่นในขณะที่อยู่เฉยๆ เช่น มือสั่นในขณะที่นั่งดูทีวีเฉยๆ แต่ขณะที่เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำมือจะไม่สั่น อันเป็นลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า rest tremor และถือว่าเป็นเกณฑ์สำคัญในการวินิจฉัยผู้ป่วยโรคพาร์กินสันอีกอย่างหนึ่ง
ส่วนอาการอื่นๆ เช่น ท้องผูก ไม่ได้กลิ่น ปัจจุบันแพทย์ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันหรือไม่จากอาการเพียงแค่นี้ แต่ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้แล้วไม่สามารถตรวจหาสาเหตุที่ควรจะเป็นพบ แพทย์อาจจะแนะนำให้ผู้ป่วยเหล่านี้ไปรับการตรวจทางระบบประสาทและการเคลื่อนไหวด้วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ท้องผูกเรื้อรังเพิ่มขึ้น หรือมีปัญหาเรื่องการดมกลิ่นเพิ่มขึ้น เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว แต่เป็นในระดับที่น้อยมากจนเขาไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหาต่อชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ดีผู้ป่วยที่ท้องผูกไม่ต้องตื่นตระหนกว่าตัวเองจะเป็นโรคพาร์กินสัน
สัญญาณเตือนพาร์กินสัน
- มีการเคลื่อนไหวช้าหรือสั่นที่เพิ่มขึ้นตามเวลา คือมีอาการเพิ่มขึ้นในเวลา 3-6 เดือน และอาการสั่นเริ่มต้นที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายก่อนที่จะเป็นอีกด้าน จะไม่เริ่มสั่นพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง
การรักษา
ปัจจุบันโรคพาร์กินสันยังเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าหากผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้รับการรักษายิ่งเร็วจะทำให้มีอาการดีขึ้นในระยะยาวสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาช้า ซึ่งการรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีวิธีการหลักๆ ดังนี้
1. การรักษาด้วยยา ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาหลักที่ใช้กับผู้ป่วยทุกราย ส่วนจะใช้ยาตัวใดก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ แต่หลักง่ายๆ คือการเสริมโดปามีนในสมอง โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา
2. การออกกำลังกาย ซึ่งแพทย์จะเน้นให้ผู้ป่วยทุกรายทำการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่ต้องนั่งรถเข็น ซึ่งก็จะมีท่าออกกำลังกายสำหรับคนนั่งรถเข็น หรือผู้ป่วยอาจจะยังวิ่งได้ก็จะมีท่าออกกำลังกายสำหรับคนวิ่งได้ โดยต้องออกกำลังกายทุกวันอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา
3. การผ่าตัด ซึ่งจะทำกับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นเท่านั้น (เพียงร้อยละ 5) คือในผู้ป่วยที่ระดับยาไม่คงที่ โดยการผ่าตัดจะทำให้การตอบสนองต่อยาดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยพาร์กินสันที่ผ่าตัดส่วนใหญ่ยังต้องกินยาต่อไป
แม้ว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยพาร์กินสันจะสูงกว่าคนปกติ แต่ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนมากกว่าการเสียชีวิตจากโรคพาร์กินสัน เช่น หกล้มเนื่องจากเดินไม่ดี กระดูกหัก ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสเลือด
การป้องกัน
แม้จะยังไม่หลักฐานที่ชี้ชัดแน่นอนว่ามีอะไรที่สามารถป้องกันการเกิดโรคพาร์กินสันได้ แต่ก็เริ่มมีหลักฐานมากขึ้นที่ยืนยันว่าคนที่ออกกำลังกายมากเป็นโรคพาร์กินสันน้อยลง นอกจากนี้แพทย์ยังมีประสบการณ์ที่ทำให้เชื่อว่าความไม่เครียดจะช่วยลดการเกิดโรคได้หลายๆ โรค รวมถึงโรคทางระบบประสาทหลายๆ อย่าง ฉะนั้นควรเลือกออกกำลังกายแบบใดก็ได้ที่คุณชอบเพื่อจะได้ทำอย่างสม่ำเสมอ คุณจะได้ปลอดภัยจากโรคพาร์กินสันมากขึ้น
ถ้าคนใกล้ชิดเป็นพาร์กินสัน
อย่างที่ทราบว่าโรคพาร์กินสันไม่สามารถรักษาให้หายได้ ฉะนั้นคนที่มีคนใกล้ชิดเป็นโรคพาร์กินสันจึงต้องดูแลผู้ป่วยค่อนข้างยาวนาน จึงขอแนะนำว่า
1. ดูแลด้วยความเข้าใจ เพราะโรคพาร์กินสันจะมีอาการขึ้นๆ ลงๆ บางช่วงอาการอาจจะดีขึ้น บางช่วงอาการอาจจะแย่ลง ฉะนั้นควรดูแลด้วยความเข้าใจเพราะผู้ป่วยไม่ได้แกล้งทำ
2. ระวังความเครียด ทั้งในส่วนของผู้ป่วยและผู้ดูแล เพราะอาการทางกายอาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดความเครียด ขณะที่ความเหน็ดเหนื่อยของผู้ดูแลก็อาจจะทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน ฉะนั้นต้องรู้จักให้อภัยกัน และถ้าเป็นไปได้ผู้ดูแลอาจจะต้องหาคนช่วย เพื่อให้คุณดูแลผู้ป่วยได้ดีในระยะยาว และทำให้คุณเครียดน้อยลง รวมถึงมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้าง อย่าคิดว่าการที่มีคนอื่นมาช่วยดูแลเป็นเพราะคุณรักหรือเป็นห่วงผู้ป่วยน้อยลง
ไม้เท้าพาร์กินสันพระราชทาน
ศูนย์รักษาโรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้จัดทำไม้เท้าพาร์กินสันพระราชทานขึ้น โดยความร่วมมือจากคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีปัญหาเดินติดสามารถขอรับไม้เท้าได้ฟรีที่ 081 107 9999
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
แม้ว่าจะคุ้นเคยกับคำว่าพาร์กินสันกันมากขึ้น แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วโรคนี้คืออะไร ในโอกาสที่วันที่ 11 เมษายน เป็นวันพาร์กินสันโลก (World Parkinson’s Day) HealthToday จึงเรียนเชิญ รศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคสมอง หัวหน้าศูนย์รักษาโรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วย ครอบครัวและสังคมในหมู่คนไทยมากขึ้น
อุบัติการณ์โรคพาร์กินสัน
ปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่มีโครงการปีลงทะเบียนผู้ป่วยพาร์กินสัน ซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่างสภากาชาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยมาลงทะเบียน ทำให้ปัจจุบันมีผู้ป่วยมาลงทะเบียนแล้วกว่า 40,000 ราย ซึ่งเป็นจำนวนมากพอสมควรสำหรับโรค 1 โรคที่คนยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก อย่างไรก็ดี คาดว่าจำนวนผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจริงๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนราย เพราะน่าจะมีผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย โดยที่ผู้ป่วยเองก็ยังไม่ทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน หรือผู้ป่วยบางรายก็ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่น
โดยโครงการปีลงทะเบียนผู้ป่วยพาร์กินถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของปีรณรงค์โรคพาร์กินสัน ซึ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2553 โดยนอกจากจะเพื่อค้นหาผู้ป่วยและให้การรักษาที่ถูกต้อง เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต และลดภาวะแทรกซ้อนแล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายการรักษาโรคพาร์กินสันระหว่าง 4 หน่วยงานดังกล่าวในเรื่องระบบการส่งต่อผู้ป่วยและระบบส่งกลับ รวมถึงเพื่อพัฒนาการวินิจฉัย โดยอยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางหรือคู่มือในการวินิจฉัยและการรักษาโรคพาร์กินสัน เพื่อส่งไปให้โรงพยาบาลจังหวัดและโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ เพราะโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เฉพะ ทำให้แพทย์ทั่วไปไม่กล้ารักษา แต่ปัจจุบันเมืองไทยมีแพทย์ทางระบบประสาทที่รักษาโรคพาร์กินสันได้ไม่ถึง 300 คนเท่านั้น โดยส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ
สาเหตุการเกิดพาร์กินสัน
พาร์กินสันเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่าเกิดจากความเสื่อมของประสาทที่เกิดขึ้นกับสมองส่วนกลาง โดยส่วนใหญ่จะเริ่มที่บริเวณก้านสมอง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว อันเนื่องมาจากการลดลงของสารเคมีที่เรียกว่าโดปามีน ทำให้เซลล์ประสาทเกิดการเสื่อม ส่งผลให้ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของความเคลื่อนไหว อย่างเช่นมีอาการสั่น ช้า เดินเกร็ง ลำตัวงอมาข้างหน้า เดินซอยเท้าถี่ๆ บางครั้งเท้าติดอยู่กับพื้นก้าวไม่ออก
แต่ในปัจจุบันวงการแพทย์ทราบว่าโรคพาร์กินสันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอาการนอกเหนือจากนั้นด้วย อย่างเช่น อาการท้องผูก (ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยพาร์กินสันมีอาการท้องผูก) เนื่องจากลำไส้เคลื่อนไหวช้าเพราะความเสื่อมของระบบประสาทอัตโนมัติที่มาเลี้ยงลำไส้ หรืออาจจะมีปัญหาเรื่องการดมกลิ่นลดลง เพราะว่าเซลล์ประสาทรับกลิ่นเสื่อม ทำให้ผู้ป่วยไม่ค่อยได้กลิ่น ความอยากอาหารจึงลดลง ส่งผลให้น้ำหนักลด หรือเกิดอาการซึมเศร้าจากหลายสาเหตุ เช่น ตกใจที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสัน หรือเนื่องจากความเสื่อมของสมองส่วนหน้า ทำให้สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ลดลง รวมถึงอาการสมองเสื่อม ความจำเสื่อม ซึ่งผู้ป่วยบางรายมีความกังวลเกี่ยวกับอาการเหล่านี้มากกว่าเรื่องการเคลื่อนไหวอีก อย่างเช่นกลัวว่าถ้าสมองเสื่อมแล้วจะต้องกลายเป็นภาระต่อครอบครัว
3 กลุ่มเสี่ยงสำคัญ
สำหรับคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์กินสันมีอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ คือ
1. ผู้สูงอายุ เพราะโรคพาร์กินสันจะเกิดเพิ่มขึ้นในผู้สูงอายุ โดยมีสถิติว่า ร้อยละ 1 ของคนที่อายุเกิน 60 ปีเป็นพาร์กินสัน และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2-3 ถ้าอายุเกิน 80 ปี
2. คนที่มีคนในครอบครัวเป็นพาร์กินสันตั้งแต่อายุน้อย เพราะว่าร้อยละ 5-20 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสันตั้งแต่อายุน้อยจะมีสาเหตุจากพันธุกรรม ทำให้คนในครอบครัวมีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้น
3. คนที่ได้รับการกระทบกระเทือนทางศีรษะอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อย่างเช่นนักมวย โดยผลการศึกษาโรคพาร์กินสันในนักมวยไทยมักจะเกิดในนักมวยที่ต่อยเยอะและถูกน็อกเอาท์ ซึ่งทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนสูง ฉะนั้นมวยไทยควรจะต้องมีการป้องกันศีรษะมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้นักกีฬาได้รับผลกระทบในระยะยาว
การวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน
วิธีการวินิจฉัยหลักของโรคพาร์กินสันจะใช้วิธีการตรวจร่างกายและการซักประวัติ และถึงแม้ว่าโรคพาร์กินสันจะทำให้เกิดอาการที่หลากหลายดังได้กล่าวไปแล้ว แต่เกณฑ์สำคัญในการวินิจฉัยโรคพาร์กินสันก็ยังเป็นอาการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว คือการเคลื่อนไหวที่ช้าลงบวกกับอาการสั่นและอาการเกร็ง โดยจะมีลักษณะเฉพาะ คือมักจะเริ่มต้นที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย และมีอาการเพิ่มขึ้นตามเวลา ก่อนที่จะเป็นด้านตรงกันข้าม เช่น ถ้าผู้ป่วยเริ่มต้นด้วยอาการสั่นและเคลื่อนไหวช้าที่แขนข้างซ้าย หลังจากนั้นก็จะเป็นที่แขนข้างขวา โดยบางคนอาจจะแค่มีอาการช้ากับเกร็งก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอาการสั่น (ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะมีอาการสั่ง ขณะที่ร้อยละ 30 จะไม่มี) แต่อาการสั่นของโรคพาร์กินสันจะสั่นในขณะที่อยู่เฉยๆ เช่น มือสั่นในขณะที่นั่งดูทีวีเฉยๆ แต่ขณะที่เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำมือจะไม่สั่น อันเป็นลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า rest tremor และถือว่าเป็นเกณฑ์สำคัญในการวินิจฉัยผู้ป่วยโรคพาร์กินสันอีกอย่างหนึ่ง
ส่วนอาการอื่นๆ เช่น ท้องผูก ไม่ได้กลิ่น ปัจจุบันแพทย์ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันหรือไม่จากอาการเพียงแค่นี้ แต่ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้แล้วไม่สามารถตรวจหาสาเหตุที่ควรจะเป็นพบ แพทย์อาจจะแนะนำให้ผู้ป่วยเหล่านี้ไปรับการตรวจทางระบบประสาทและการเคลื่อนไหวด้วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ท้องผูกเรื้อรังเพิ่มขึ้น หรือมีปัญหาเรื่องการดมกลิ่นเพิ่มขึ้น เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว แต่เป็นในระดับที่น้อยมากจนเขาไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหาต่อชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ดีผู้ป่วยที่ท้องผูกไม่ต้องตื่นตระหนกว่าตัวเองจะเป็นโรคพาร์กินสัน
สัญญาณเตือนพาร์กินสัน
- มีการเคลื่อนไหวช้าหรือสั่นที่เพิ่มขึ้นตามเวลา คือมีอาการเพิ่มขึ้นในเวลา 3-6 เดือน และอาการสั่นเริ่มต้นที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายก่อนที่จะเป็นอีกด้าน จะไม่เริ่มสั่นพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง
การรักษา
ปัจจุบันโรคพาร์กินสันยังเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าหากผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้รับการรักษายิ่งเร็วจะทำให้มีอาการดีขึ้นในระยะยาวสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาช้า ซึ่งการรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีวิธีการหลักๆ ดังนี้
1. การรักษาด้วยยา ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาหลักที่ใช้กับผู้ป่วยทุกราย ส่วนจะใช้ยาตัวใดก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ แต่หลักง่ายๆ คือการเสริมโดปามีนในสมอง โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา
2. การออกกำลังกาย ซึ่งแพทย์จะเน้นให้ผู้ป่วยทุกรายทำการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่ต้องนั่งรถเข็น ซึ่งก็จะมีท่าออกกำลังกายสำหรับคนนั่งรถเข็น หรือผู้ป่วยอาจจะยังวิ่งได้ก็จะมีท่าออกกำลังกายสำหรับคนวิ่งได้ โดยต้องออกกำลังกายทุกวันอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา
3. การผ่าตัด ซึ่งจะทำกับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นเท่านั้น (เพียงร้อยละ 5) คือในผู้ป่วยที่ระดับยาไม่คงที่ โดยการผ่าตัดจะทำให้การตอบสนองต่อยาดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยพาร์กินสันที่ผ่าตัดส่วนใหญ่ยังต้องกินยาต่อไป
แม้ว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยพาร์กินสันจะสูงกว่าคนปกติ แต่ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนมากกว่าการเสียชีวิตจากโรคพาร์กินสัน เช่น หกล้มเนื่องจากเดินไม่ดี กระดูกหัก ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสเลือด
การป้องกัน
แม้จะยังไม่หลักฐานที่ชี้ชัดแน่นอนว่ามีอะไรที่สามารถป้องกันการเกิดโรคพาร์กินสันได้ แต่ก็เริ่มมีหลักฐานมากขึ้นที่ยืนยันว่าคนที่ออกกำลังกายมากเป็นโรคพาร์กินสันน้อยลง นอกจากนี้แพทย์ยังมีประสบการณ์ที่ทำให้เชื่อว่าความไม่เครียดจะช่วยลดการเกิดโรคได้หลายๆ โรค รวมถึงโรคทางระบบประสาทหลายๆ อย่าง ฉะนั้นควรเลือกออกกำลังกายแบบใดก็ได้ที่คุณชอบเพื่อจะได้ทำอย่างสม่ำเสมอ คุณจะได้ปลอดภัยจากโรคพาร์กินสันมากขึ้น
ถ้าคนใกล้ชิดเป็นพาร์กินสัน
อย่างที่ทราบว่าโรคพาร์กินสันไม่สามารถรักษาให้หายได้ ฉะนั้นคนที่มีคนใกล้ชิดเป็นโรคพาร์กินสันจึงต้องดูแลผู้ป่วยค่อนข้างยาวนาน จึงขอแนะนำว่า
1. ดูแลด้วยความเข้าใจ เพราะโรคพาร์กินสันจะมีอาการขึ้นๆ ลงๆ บางช่วงอาการอาจจะดีขึ้น บางช่วงอาการอาจจะแย่ลง ฉะนั้นควรดูแลด้วยความเข้าใจเพราะผู้ป่วยไม่ได้แกล้งทำ
2. ระวังความเครียด ทั้งในส่วนของผู้ป่วยและผู้ดูแล เพราะอาการทางกายอาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดความเครียด ขณะที่ความเหน็ดเหนื่อยของผู้ดูแลก็อาจจะทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน ฉะนั้นต้องรู้จักให้อภัยกัน และถ้าเป็นไปได้ผู้ดูแลอาจจะต้องหาคนช่วย เพื่อให้คุณดูแลผู้ป่วยได้ดีในระยะยาว และทำให้คุณเครียดน้อยลง รวมถึงมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้าง อย่าคิดว่าการที่มีคนอื่นมาช่วยดูแลเป็นเพราะคุณรักหรือเป็นห่วงผู้ป่วยน้อยลง
ไม้เท้าพาร์กินสันพระราชทาน
ศูนย์รักษาโรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้จัดทำไม้เท้าพาร์กินสันพระราชทานขึ้น โดยความร่วมมือจากคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีปัญหาเดินติดสามารถขอรับไม้เท้าได้ฟรีที่ 081 107 9999
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
นานาสารอาหารจากเห็ด
นานาสารอาหารจากเห็ด
เห็ดเป็นอาหารที่ปราศจากไขมัน มีปริมาณน้ำตาล และเกลือต่ำมาก แถมยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงเมื่อเทียบกับโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ มีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี วิตามินบีรวม ซีลีเนียม โปแตสเซียม และทองแดง จึงเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงที่ควรเลือกรับประทานเป็นประจำ
ซีลีเนียม เป็นสารอาหารที่ช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระใกล้เคียงกับวิตามินอี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งและโรคภัยต่างๆ ที่มากับวัยสูงอายุ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ การรับประทานเห็ดหอม (ชิ้นขนาดกลางๆ 5 ชิ้น) จะให้ซีลีเนียมประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน นอกจากในเห็ดแล้ว ยังมีอยู่ในธัญพืช และเนื้อสัตว์ด้วย
โปแตสเซียม เป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งในการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ความสมดุลของน้ำในร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบประสาทต่างๆ ทาง FDA ของสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่าการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของโปแตสเซียมจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความดันเลือดสูง และอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งในเห็ดนั้นมีโปแตสเซียมสูง และโซเดียมต่ำ การรับประทานอาหารที่ปรุงจากเห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง 1 จานจะให้โปแตสเซียมได้พอๆ กับส้มหรือมะเขือเทศลูกโตๆ เลยทีเดียว
วิตามินบีรวม ในเห็ดขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบีรวม ไม่ว่าจะเป็น ไรโบฟลาวิน (ที่นอกจากจะได้จากเห็ดแล้ว ยังมีมากในเครื่องในสัตว์ นม ไข่ และเต้าหู้) ช่วยบำรุงสุขภาพผิวพรรณและการมองเห็น ขณะที่ไนอาซิน (ยังพบมากในปลาทูน่า เนื้อแดง ถั่วลิสง และอะโวคาโด) จะช่วยควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร และระบบประสาท สถาบันอาหารแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประมาณไว้ว่า การรับประทานเห็ดแชมปิญองขนาดกลางๆ 5 ชิ้น จะได้ปริมาณไรโบฟลาวินมากพอๆ กับการดื่มนมสดถึง 8 ออนซ์
ทองแดง เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการเช่นเดียวกันเพื่อมาช่วยเสริมการทำงานของธาตุเหล็ก
แล้วคุณล่ะคะ ชอบรับประทานเห็ดชนิดไหน อย่าลืมเลือกสรรเห็ดมาปรุงอาหารอร่อยๆ กันเป็นประจำ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณและครอบครัวค่ะ
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
เห็ดเป็นอาหารที่ปราศจากไขมัน มีปริมาณน้ำตาล และเกลือต่ำมาก แถมยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงเมื่อเทียบกับโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ มีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี วิตามินบีรวม ซีลีเนียม โปแตสเซียม และทองแดง จึงเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงที่ควรเลือกรับประทานเป็นประจำ
ซีลีเนียม เป็นสารอาหารที่ช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระใกล้เคียงกับวิตามินอี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งและโรคภัยต่างๆ ที่มากับวัยสูงอายุ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ การรับประทานเห็ดหอม (ชิ้นขนาดกลางๆ 5 ชิ้น) จะให้ซีลีเนียมประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน นอกจากในเห็ดแล้ว ยังมีอยู่ในธัญพืช และเนื้อสัตว์ด้วย
โปแตสเซียม เป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งในการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ความสมดุลของน้ำในร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบประสาทต่างๆ ทาง FDA ของสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่าการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของโปแตสเซียมจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความดันเลือดสูง และอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งในเห็ดนั้นมีโปแตสเซียมสูง และโซเดียมต่ำ การรับประทานอาหารที่ปรุงจากเห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง 1 จานจะให้โปแตสเซียมได้พอๆ กับส้มหรือมะเขือเทศลูกโตๆ เลยทีเดียว
วิตามินบีรวม ในเห็ดขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบีรวม ไม่ว่าจะเป็น ไรโบฟลาวิน (ที่นอกจากจะได้จากเห็ดแล้ว ยังมีมากในเครื่องในสัตว์ นม ไข่ และเต้าหู้) ช่วยบำรุงสุขภาพผิวพรรณและการมองเห็น ขณะที่ไนอาซิน (ยังพบมากในปลาทูน่า เนื้อแดง ถั่วลิสง และอะโวคาโด) จะช่วยควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร และระบบประสาท สถาบันอาหารแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประมาณไว้ว่า การรับประทานเห็ดแชมปิญองขนาดกลางๆ 5 ชิ้น จะได้ปริมาณไรโบฟลาวินมากพอๆ กับการดื่มนมสดถึง 8 ออนซ์
ทองแดง เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการเช่นเดียวกันเพื่อมาช่วยเสริมการทำงานของธาตุเหล็ก
แล้วคุณล่ะคะ ชอบรับประทานเห็ดชนิดไหน อย่าลืมเลือกสรรเห็ดมาปรุงอาหารอร่อยๆ กันเป็นประจำ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณและครอบครัวค่ะ
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
หลากหลายพันธุ์เห็ดรสอร่อย
หลากหลายพันธุ์เห็ดรสอร่อย
เห็ดนำมาปรุงอาหารให้อร่อยได้หลากหลายวิธี ทั้งต้มน้ำแกง ผัด ยำ ย่าง หรือทอด ที่เห็นมากในบ้านเรา ได้แก่
เห็ดหอม มีทั้งแบบเนื้อบางและหนา คนนิยมนำเห็ดหอมตากแห้งมาปรุงอาหารเพราะให้กลิ่นหอมมากกว่าแบบสด ซึ่งก่อนปรุงต้องลวกในน้ำเดือดประมาณครึ่งชั่วโมง หรือแช่น้ำอุ่นประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือข้ามคืน ช่วยให้เนื้อเห็ดนุ่มขึ้น น้ำแช่เห็ดหอมนี้ยังเก็บเอาไปทำเป็นน้ำสต๊อกปรุงรสอาหารได้ด้วย คนนิยมนำมาปรุงอาหารเจ เพราะเนื้อนุ่มเหนียวและกลิ่นหอมชวนกิน ชาวจีนยกให้เห็ดหอมเป็นอาหารตำรับ “ อมตะ ” เพราะคุณสมบัติความเป็นยาบำรุงกำลัง และบรรเทาอาการไข้หวัด การไหลเวียนเลือดไม่ดี ปวดกระเพาะอาหาร รวมทั้งอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย ซึ่งเห็ดหอมนี้จะให้โปรตีนได้มากกว่าเห็ดแชมปิญองถึง 2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังอุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินบี ซีลีเนียม และธาตุอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ช่วยบำรุงกระดูกแข็งแรง ลดไขมันในเลือด และต้านโคเลสเตอรอล
เห็ดหูหนูดำ นอกจากเห็ดหูหนูดำแล้วยังมีเห็ดหูหนูขาว เนื้อกรุบกรอบคล้ายๆ กัน แถมยังมีสีขาวน่ารับประทานมากกว่า ตามร้านเย็นตาโฟนิยมนำมาใช้แทนแมงกะพรุน หรือต้มเป็นสุกี้หรือทำยำรวมมิตรก็อร่อยไม่น้อย
เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า และเห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน เจริญเติบโตเป็นช่อๆ คล้ายพัด เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้าจะมีสีขาวอมน้ำตาล ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำและเนื้อเหนียวหนา และนุ่มอร่อยคล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า จึงมักถูกจัดเป็นอาหารจานหรูเมนูจักรพรรดิ์ ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนเลือด และโรคกระเพาะอาหาร เห็ดนางฟ้าและเห็ดนางรมผิวเรียบนุ่ม รสชาติก็นุ่ม นำมาปรุงได้หลายแบบทั้งผัด ชุบแป้งทอด หรือแม้แต่ย่างก็ให้รสชาติดี แต่ไม่ควรใช้ไฟแรงเพราะจะทำให้เนื้อสัมผัสหมดไป
เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ โคนมีสีขาว ส่วนหมวกสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดตลอดทั้งปี ให้วิตามินซีสูง และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด เชื่อว่าหากรับประทานประจำจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดการติดเชื้อต่างๆ แต่ก็ไม่ควรรับประทานสดๆ เพราะมีสารที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาหาร ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการผื่นคันต่างๆ
เห็ดหลินจือ นอกจากใช้รับประทานแล้ว ปัจจุบันยังมีการนำไปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางอีกด้วย เพราะมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย และกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัส แถมยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ ลดความดันเลือด แก้ปวดศีรษะ รวมทั้งลดไขมันในเส้นเลือดด้วย
เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาวหัวเล็กๆ ขึ้นติดกันเป็นแพ รสชาติเหนียวนุ่ม นำมารับประทานแบบสดๆ ใส่กับสลัดผักก็ได้ ถ้าชอบสุกก็นำไปย่าง ผัดหรือลวกแบบสุกี้
เห็ดกระดุม หรือเห็ดแชมปิญอง รูปร่างกลมมน ผิวเนื้อนุ่มนวล มีให้เลือกทั้งแบบสด หรือบรรจุกระป๋อง
เห็ดโคลน เป็นเห็ดหายาก รสอร่อย ที่จะมีให้รับประทานเฉพาะในหน้าฝน บางคนจึงนิยมนำมาทำเป็นเห็ดดองเพื่อเก็บไว้รับประทานตลอดปี
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
เห็ดนำมาปรุงอาหารให้อร่อยได้หลากหลายวิธี ทั้งต้มน้ำแกง ผัด ยำ ย่าง หรือทอด ที่เห็นมากในบ้านเรา ได้แก่
เห็ดหอม มีทั้งแบบเนื้อบางและหนา คนนิยมนำเห็ดหอมตากแห้งมาปรุงอาหารเพราะให้กลิ่นหอมมากกว่าแบบสด ซึ่งก่อนปรุงต้องลวกในน้ำเดือดประมาณครึ่งชั่วโมง หรือแช่น้ำอุ่นประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือข้ามคืน ช่วยให้เนื้อเห็ดนุ่มขึ้น น้ำแช่เห็ดหอมนี้ยังเก็บเอาไปทำเป็นน้ำสต๊อกปรุงรสอาหารได้ด้วย คนนิยมนำมาปรุงอาหารเจ เพราะเนื้อนุ่มเหนียวและกลิ่นหอมชวนกิน ชาวจีนยกให้เห็ดหอมเป็นอาหารตำรับ “ อมตะ ” เพราะคุณสมบัติความเป็นยาบำรุงกำลัง และบรรเทาอาการไข้หวัด การไหลเวียนเลือดไม่ดี ปวดกระเพาะอาหาร รวมทั้งอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย ซึ่งเห็ดหอมนี้จะให้โปรตีนได้มากกว่าเห็ดแชมปิญองถึง 2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังอุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินบี ซีลีเนียม และธาตุอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ช่วยบำรุงกระดูกแข็งแรง ลดไขมันในเลือด และต้านโคเลสเตอรอล
เห็ดหูหนูดำ นอกจากเห็ดหูหนูดำแล้วยังมีเห็ดหูหนูขาว เนื้อกรุบกรอบคล้ายๆ กัน แถมยังมีสีขาวน่ารับประทานมากกว่า ตามร้านเย็นตาโฟนิยมนำมาใช้แทนแมงกะพรุน หรือต้มเป็นสุกี้หรือทำยำรวมมิตรก็อร่อยไม่น้อย
เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า และเห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน เจริญเติบโตเป็นช่อๆ คล้ายพัด เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้าจะมีสีขาวอมน้ำตาล ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำและเนื้อเหนียวหนา และนุ่มอร่อยคล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า จึงมักถูกจัดเป็นอาหารจานหรูเมนูจักรพรรดิ์ ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนเลือด และโรคกระเพาะอาหาร เห็ดนางฟ้าและเห็ดนางรมผิวเรียบนุ่ม รสชาติก็นุ่ม นำมาปรุงได้หลายแบบทั้งผัด ชุบแป้งทอด หรือแม้แต่ย่างก็ให้รสชาติดี แต่ไม่ควรใช้ไฟแรงเพราะจะทำให้เนื้อสัมผัสหมดไป
เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ โคนมีสีขาว ส่วนหมวกสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดตลอดทั้งปี ให้วิตามินซีสูง และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด เชื่อว่าหากรับประทานประจำจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดการติดเชื้อต่างๆ แต่ก็ไม่ควรรับประทานสดๆ เพราะมีสารที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาหาร ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการผื่นคันต่างๆ
เห็ดหลินจือ นอกจากใช้รับประทานแล้ว ปัจจุบันยังมีการนำไปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางอีกด้วย เพราะมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย และกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัส แถมยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ ลดความดันเลือด แก้ปวดศีรษะ รวมทั้งลดไขมันในเส้นเลือดด้วย
เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาวหัวเล็กๆ ขึ้นติดกันเป็นแพ รสชาติเหนียวนุ่ม นำมารับประทานแบบสดๆ ใส่กับสลัดผักก็ได้ ถ้าชอบสุกก็นำไปย่าง ผัดหรือลวกแบบสุกี้
เห็ดกระดุม หรือเห็ดแชมปิญอง รูปร่างกลมมน ผิวเนื้อนุ่มนวล มีให้เลือกทั้งแบบสด หรือบรรจุกระป๋อง
เห็ดโคลน เป็นเห็ดหายาก รสอร่อย ที่จะมีให้รับประทานเฉพาะในหน้าฝน บางคนจึงนิยมนำมาทำเป็นเห็ดดองเพื่อเก็บไว้รับประทานตลอดปี
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
เห็ด อาหารน่ามหัศจรรย์
เห็ด อาหารน่ามหัศจรรย์
ที่ว่าเห็ดเป็นอาหารน่ามหัศจรรย์นั้น จากฤดูการเกิดก็ไม่เหมือนกับพืชผักชนิดอื่นๆ ใช้เวลาเพาะเพียงสั้นๆ แต่ได้จำนวนมากมายดาษดื่น ถึงเวลางอกงามแต่ละทีก็ผุดขึ้นราวกับตั้งนาฬิกาปลุกธรรมชาติ พอใกล้เวลาก็มุดหายลงดิน เก็บตัวเงียบรอเวลาอีกครั้ง คนเก็บจะต้องมีความชำนาญ รู้ลักษณะ รู้ชนิด รู้ต้นตอแหล่งกำเนิด เพราะเห็ดบางชนิดเห็นหน้าตาสวยงาม อาจกลายเป็นเห็ดมีพิษ ใครไม่รู้จริงเผลอนำไปรับประทานเป็นได้เดือดร้อนกันแน่
ปัจจุบันเห็ดที่เรานิยมรับประทานกันมีอยู่มากมายหลายชนิด มีทั้งแบบสด บรรจุกระป๋อง หรือแม้แต่เห็ดตากแห้ง ความนิยมในการรับประทานมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรูปแบบ และรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอาหารประเภทพืชผักด้วยกัน รวมทั้งการที่คนหันมานิยมรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติกันมากขึ้น ก็ทำให้เห็ดถูกนำมาใช้ปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์มากขึ้นตามไปด้วย มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่าเห็ดมีคุณสมบัติป้องกันโรคได้
ในประเทศจีน และญี่ปุ่น นิยมนำเห็ดมาปรุงเป็นน้ำแกง น้ำชา ยาบำรุงร่างกาย และยารักษาโรคต่างๆ มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดมากว่า 30 ปียืนยันว่าในเห็ดมีสารบางอย่างที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ และช่วยในการต้านมะเร็งหลายๆ ชนิดด้วย
ในสหรัฐอเมริกาก็มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดเช่นกันได้ผลออกมายืนยันการค้นพบแบบเดียวกับชาวเอเชีย แต่สำหรับการวิจัยถึงผลการใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคนั้นยังคงอยู่ในขั้นแรกๆ เท่านั้น
เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมเอามาวิเคราะห์เพื่อการวิจัยนั้นส่วนใหญ่เป็นเห็ดชนิดที่คนมักนำมาปรุงอาหาร และหาได้ง่าย เช่น เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุมหรือแชมปิญอง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู หรือ เห็ดหลินจือ อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าเห็ดแชมปิญอง (White mushroom) มีบทบาทช่วยในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุด เมื่อเทียบกับเห็ดรับประทานได้ชนิดอื่นๆ โดยสารบางอย่างในเห็ดชนิดนี้ไปช่วยยับยั้งเอ็นไซม์ aromatase ทำให้เกิดการยับยั้งการแปรฮอร์โมนแอนโดรเจนให้กลายเป็นเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยหมด ประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย
ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัด พบว่าในเห็ดหอม ให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ (mega-sugar) ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคนส์ (beta-glucans) ถึง 2 ชนิด ได้แก่ lentinan และ LEM (Lentinula edodes mycelium) ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลองให้สาร lentinan กับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับการทำเคมีบำบัดก็พบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย
ขณะนี้ทีมวิจัยในญี่ปุ่นกำลังมองหาความเป็นไปได้ในการใช้ LEM ที่ได้จากเห็ดหอมมาบำบัดผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV และยังพบอีกว่า สารสกัดจากเห็ดหอมอีกตัวหนึ่ง ชื่อ eritadenine เป็นตัวช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและระดับโคเลสเตอรอลให้กับร่างกายได้อีกด้วย
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
ที่ว่าเห็ดเป็นอาหารน่ามหัศจรรย์นั้น จากฤดูการเกิดก็ไม่เหมือนกับพืชผักชนิดอื่นๆ ใช้เวลาเพาะเพียงสั้นๆ แต่ได้จำนวนมากมายดาษดื่น ถึงเวลางอกงามแต่ละทีก็ผุดขึ้นราวกับตั้งนาฬิกาปลุกธรรมชาติ พอใกล้เวลาก็มุดหายลงดิน เก็บตัวเงียบรอเวลาอีกครั้ง คนเก็บจะต้องมีความชำนาญ รู้ลักษณะ รู้ชนิด รู้ต้นตอแหล่งกำเนิด เพราะเห็ดบางชนิดเห็นหน้าตาสวยงาม อาจกลายเป็นเห็ดมีพิษ ใครไม่รู้จริงเผลอนำไปรับประทานเป็นได้เดือดร้อนกันแน่
ปัจจุบันเห็ดที่เรานิยมรับประทานกันมีอยู่มากมายหลายชนิด มีทั้งแบบสด บรรจุกระป๋อง หรือแม้แต่เห็ดตากแห้ง ความนิยมในการรับประทานมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรูปแบบ และรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอาหารประเภทพืชผักด้วยกัน รวมทั้งการที่คนหันมานิยมรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติกันมากขึ้น ก็ทำให้เห็ดถูกนำมาใช้ปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์มากขึ้นตามไปด้วย มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่าเห็ดมีคุณสมบัติป้องกันโรคได้
ในประเทศจีน และญี่ปุ่น นิยมนำเห็ดมาปรุงเป็นน้ำแกง น้ำชา ยาบำรุงร่างกาย และยารักษาโรคต่างๆ มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดมากว่า 30 ปียืนยันว่าในเห็ดมีสารบางอย่างที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ และช่วยในการต้านมะเร็งหลายๆ ชนิดด้วย
ในสหรัฐอเมริกาก็มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดเช่นกันได้ผลออกมายืนยันการค้นพบแบบเดียวกับชาวเอเชีย แต่สำหรับการวิจัยถึงผลการใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคนั้นยังคงอยู่ในขั้นแรกๆ เท่านั้น
เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมเอามาวิเคราะห์เพื่อการวิจัยนั้นส่วนใหญ่เป็นเห็ดชนิดที่คนมักนำมาปรุงอาหาร และหาได้ง่าย เช่น เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุมหรือแชมปิญอง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู หรือ เห็ดหลินจือ อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าเห็ดแชมปิญอง (White mushroom) มีบทบาทช่วยในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุด เมื่อเทียบกับเห็ดรับประทานได้ชนิดอื่นๆ โดยสารบางอย่างในเห็ดชนิดนี้ไปช่วยยับยั้งเอ็นไซม์ aromatase ทำให้เกิดการยับยั้งการแปรฮอร์โมนแอนโดรเจนให้กลายเป็นเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยหมด ประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย
ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัด พบว่าในเห็ดหอม ให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ (mega-sugar) ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคนส์ (beta-glucans) ถึง 2 ชนิด ได้แก่ lentinan และ LEM (Lentinula edodes mycelium) ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลองให้สาร lentinan กับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับการทำเคมีบำบัดก็พบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย
ขณะนี้ทีมวิจัยในญี่ปุ่นกำลังมองหาความเป็นไปได้ในการใช้ LEM ที่ได้จากเห็ดหอมมาบำบัดผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV และยังพบอีกว่า สารสกัดจากเห็ดหอมอีกตัวหนึ่ง ชื่อ eritadenine เป็นตัวช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและระดับโคเลสเตอรอลให้กับร่างกายได้อีกด้วย
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday
เทคนิคการเลือก บ้านมือสอง
เทคนิคการเลือกบ้านมือสอง
ข้อแนะนำในการเลือกซื้อ บ้านมือสอง
การเลือกซื้อ บ้านมือสอง ที่ดีนั้น เน้นคุณสมบัติ 3 ประการ คือ ราคาถูก เพื่อนบ้านดี ทำเลเด่น
1.ดูทำเล บ้านมือสอง เน้นพื้นที่ในย่านที่กำลังมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือฟื้นฟูจากสภาพไม่น่าอยู่
2.สำรวจสภาพแวดล้อมและเพื่อนบ้านโดยเข้าไปพูดคุยสำรวจสอบถามเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในสภาพแวดล้อมควรเน้นเลือกแหล่งที่ยังคงเจริญต่อไป และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่อชีวิตประจำวัน เช่น ใกล้โรงเรียน ศูนย์การค้า ตลาด และโรงพยาบาล ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าน้ำจะต้องไม่ท่วมและไม่มีมลภาวะทางกลิ่น แสง และเสียง
3.สภาพ บ้านมือสอง เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะมูลค่า บ้านมือสอง นอกจากจะขึ้นอยู่กับความต้องการและปริมาณสินค้าในตลาดแล้วยังขึ้นอยู่กับลักษณะตัว บ้านมือสอง เองด้วย ให้ท่านสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินด้วยตัวเอง เช่น ตรวจดูขนาดทรัพย์สินว่าเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์หรือเปล่า สภาพทรัพย์สิน การปรับปรุงทรัพย์สิน และการจัดการทรัพย์สิน
4.ซื้อ บ้านมือสอง ที่ราคาค่าเช่าต่ำกว่าราคาเช่าในท้องตลาด เพราะเราสามารถเพิ่มค่าเช่าได้
5.เลือกซื้อ บ้านมือสอง ที่มีเงื่อนไขเงินกู้สนับสนุน เช่น อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด หรืออัตราดอกเบี้ย 0% เพราะผลประโยชน์เหล่านี้คือส่วนลดจากราคาซื้อ บ้านมือสอง นั่นเอง
6.สอบถามเรื่องบริการชุมชนจากเพื่อนว่างานสารธาณูปโภคตลอดจนค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นอย่างไร การดูแลรักษาสภาพโครงการสม่ำเสมอ และเหมาะสมหรือไม่
7.ต้องคุยเรื่องค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอน บ้านมือสอง ที่จะซื้อ และภาษีให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับภาระ
8.เปรียบเทียบกับราคาประเมินบ้านที่มีอยู่แล้ว เช่น ราคาซื้อขาย บ้านมือสอง ที่คล้ายคลึงในบริเวณที่ใกล้เคียง ราคาประเมินของกรมที่ดิน ของธนาคาร และบริษัทประเมิน
9.ต่อรองราคาให้ราคาต่ำมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การต่อรองราคาถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องใช้เสมอ ก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขายขั้นสุดท้าย ให้ระลึกไว้เสมอว่าเงินทุกบาทที่ท่านต่อรองซื้อได้ต่ำกว่าราคาเสนอขาย นั่นหมายถึงกำไรที่จะตกมาถึงท่านในที่สุดนั่นเอง
10.ตรวจสอบและขอหลักฐานเก่าๆ ที่เป็นส่วนประกอบของสัญญาเดิมเอาไว้ เพราะเอกสารเหล่านี้มีผลในการบังคับให้เจ้าของโครงการต้องปฏิบัติตามที่ตกลงหรือสัญญาที่เคยระบุไว้
11.การเลือกซื้อโดยใช้บริการของ สถาบันการเงิน จัดเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเลือกซื้อ บ้านมือสอง อย่างชาญฉลาดทางหนึ่ง เพราะเป็นช่องทางที่มีบ้านมือสอง มาให้เลือกจำนวนมากขึ้น และยังมีโอกาสได้รับคำแนะนำและการช่วยเหลือในด้านต่างฯ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ บ้านมือสอง ด้วย เช่น การพาไปดูบ้าน การติดต่อด้านสินเชื่อและการราคาประเมิน ซึ่งบริการเหล่านี้มักไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือหากเสียก็น้อยมาก
เลือกทำเล บ้านมือสอง
1. ควรเลือกทำเลที่สามารถเดินทางได้สะดวก คล่องตัว หรือมีทางเลือกในการเดินทาง ได้หลายรูปแบบ ทีเส้นทาง เชื่อมต่อกับถนนสายอื่นๆ หลายเส้นทาง
2. หากไม่ต้องการให้บ้านมีเสียงรบกวน อันเนื่องมาจากการจราจรวุ่นวาย ก็ควรหลีกเลี่ยงการเลือกบ้านที่อยู่ใกล้ถนนเมนของโครงการ ที่มีจุดตัดกับแยกต่างๆ ซึ่ง รถที่ผ่านไปมาจะส่งเสียงดังตลอดเวลา
3. ไม่ควรเลือกทำเลบ้านที่อยู่ก้นซอยตัน ไม่มีที่กลับรถหรือซอยแคบเกินไป การเข้าออก ไม่สะดวก หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น
4. หลีกเลี่ยงบ้านที่อยู่ใกล้กับร้านค้า ร้านอาหาร หรืออาจจะมีผลกระทบในเรื่องที่จอดรถ หรือความสงบในการอยู่อาศัย
5. พยายามห่างไกลทำเลที่อยู่ใกล้กับจุดทิ้งขยะของหมู่บ้าน หรือบ่อบำบัดน้ำเสีย เพราะอาจจะมีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นรบกวน
ข้อมูลโดย : Buy at Siam
ข้อแนะนำในการเลือกซื้อ บ้านมือสอง
การเลือกซื้อ บ้านมือสอง ที่ดีนั้น เน้นคุณสมบัติ 3 ประการ คือ ราคาถูก เพื่อนบ้านดี ทำเลเด่น
1.ดูทำเล บ้านมือสอง เน้นพื้นที่ในย่านที่กำลังมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือฟื้นฟูจากสภาพไม่น่าอยู่
2.สำรวจสภาพแวดล้อมและเพื่อนบ้านโดยเข้าไปพูดคุยสำรวจสอบถามเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในสภาพแวดล้อมควรเน้นเลือกแหล่งที่ยังคงเจริญต่อไป และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่อชีวิตประจำวัน เช่น ใกล้โรงเรียน ศูนย์การค้า ตลาด และโรงพยาบาล ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าน้ำจะต้องไม่ท่วมและไม่มีมลภาวะทางกลิ่น แสง และเสียง
3.สภาพ บ้านมือสอง เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะมูลค่า บ้านมือสอง นอกจากจะขึ้นอยู่กับความต้องการและปริมาณสินค้าในตลาดแล้วยังขึ้นอยู่กับลักษณะตัว บ้านมือสอง เองด้วย ให้ท่านสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินด้วยตัวเอง เช่น ตรวจดูขนาดทรัพย์สินว่าเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์หรือเปล่า สภาพทรัพย์สิน การปรับปรุงทรัพย์สิน และการจัดการทรัพย์สิน
4.ซื้อ บ้านมือสอง ที่ราคาค่าเช่าต่ำกว่าราคาเช่าในท้องตลาด เพราะเราสามารถเพิ่มค่าเช่าได้
5.เลือกซื้อ บ้านมือสอง ที่มีเงื่อนไขเงินกู้สนับสนุน เช่น อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด หรืออัตราดอกเบี้ย 0% เพราะผลประโยชน์เหล่านี้คือส่วนลดจากราคาซื้อ บ้านมือสอง นั่นเอง
6.สอบถามเรื่องบริการชุมชนจากเพื่อนว่างานสารธาณูปโภคตลอดจนค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นอย่างไร การดูแลรักษาสภาพโครงการสม่ำเสมอ และเหมาะสมหรือไม่
7.ต้องคุยเรื่องค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอน บ้านมือสอง ที่จะซื้อ และภาษีให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับภาระ
8.เปรียบเทียบกับราคาประเมินบ้านที่มีอยู่แล้ว เช่น ราคาซื้อขาย บ้านมือสอง ที่คล้ายคลึงในบริเวณที่ใกล้เคียง ราคาประเมินของกรมที่ดิน ของธนาคาร และบริษัทประเมิน
9.ต่อรองราคาให้ราคาต่ำมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การต่อรองราคาถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องใช้เสมอ ก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขายขั้นสุดท้าย ให้ระลึกไว้เสมอว่าเงินทุกบาทที่ท่านต่อรองซื้อได้ต่ำกว่าราคาเสนอขาย นั่นหมายถึงกำไรที่จะตกมาถึงท่านในที่สุดนั่นเอง
10.ตรวจสอบและขอหลักฐานเก่าๆ ที่เป็นส่วนประกอบของสัญญาเดิมเอาไว้ เพราะเอกสารเหล่านี้มีผลในการบังคับให้เจ้าของโครงการต้องปฏิบัติตามที่ตกลงหรือสัญญาที่เคยระบุไว้
11.การเลือกซื้อโดยใช้บริการของ สถาบันการเงิน จัดเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเลือกซื้อ บ้านมือสอง อย่างชาญฉลาดทางหนึ่ง เพราะเป็นช่องทางที่มีบ้านมือสอง มาให้เลือกจำนวนมากขึ้น และยังมีโอกาสได้รับคำแนะนำและการช่วยเหลือในด้านต่างฯ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ บ้านมือสอง ด้วย เช่น การพาไปดูบ้าน การติดต่อด้านสินเชื่อและการราคาประเมิน ซึ่งบริการเหล่านี้มักไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือหากเสียก็น้อยมาก
เลือกทำเล บ้านมือสอง
1. ควรเลือกทำเลที่สามารถเดินทางได้สะดวก คล่องตัว หรือมีทางเลือกในการเดินทาง ได้หลายรูปแบบ ทีเส้นทาง เชื่อมต่อกับถนนสายอื่นๆ หลายเส้นทาง
2. หากไม่ต้องการให้บ้านมีเสียงรบกวน อันเนื่องมาจากการจราจรวุ่นวาย ก็ควรหลีกเลี่ยงการเลือกบ้านที่อยู่ใกล้ถนนเมนของโครงการ ที่มีจุดตัดกับแยกต่างๆ ซึ่ง รถที่ผ่านไปมาจะส่งเสียงดังตลอดเวลา
3. ไม่ควรเลือกทำเลบ้านที่อยู่ก้นซอยตัน ไม่มีที่กลับรถหรือซอยแคบเกินไป การเข้าออก ไม่สะดวก หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น
4. หลีกเลี่ยงบ้านที่อยู่ใกล้กับร้านค้า ร้านอาหาร หรืออาจจะมีผลกระทบในเรื่องที่จอดรถ หรือความสงบในการอยู่อาศัย
5. พยายามห่างไกลทำเลที่อยู่ใกล้กับจุดทิ้งขยะของหมู่บ้าน หรือบ่อบำบัดน้ำเสีย เพราะอาจจะมีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นรบกวน
ข้อมูลโดย : Buy at Siam
วิธีทาสีบ้านให้สวยทนนาน
วิธีทาสีบ้านให้สวยทนนาน
สำหรับเพื่อนๆคนใดกำลังมองหาวิธีทาสีบ้านแบบมืออาชีพอ่านกันทางนี้ การที่จะทาสีบ้านให้สวยและทนนาน ก็ต้องเริ่มจากการเลือกใช้สีที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และวันนี้เกร็ดความรู้เลยมีวิธีการทาสีบ้านที่ถูกต้องและครบตามขั้นตอนมาฝากกัน
ขั้นแรก : การเตรียมพื้นผิว
ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมากที่สุด เพราะการเตรียมพื้นผิวอย่างถูกต้อง จะทำให้สีที่ทาลงไปมีความสวยงาม กลมกลืนเรียบเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนทาสีทุกครั้งต้องทำความสะอาดคราบฝุ่นคราบไขมันบนพื้นผิวก่อนด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำสบู่แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง หากมีราหรือตะไคร่น้ำต้องกำจัดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หากเป็นผนังปูนเก่าและสีเดิมอยู่ในสภาพหลุดล่อนชำรุด ต้องขัดล้างสีเก่าออกก่อนให้หมด เมื่อเตรียมพื้นผิวเสร็จแล้ว ต้องทิ้งให้แห้งสนิทก่อนที่จะทาสีใหม่ และหากมีรอยแตกร้าว ควรซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อน
ขั้นที่สอง : การทาสีรองพื้น
สีรองพื้น คือ สีที่ใช้ทาบนพื้นผิวก่อนทาสีจริงทับหน้า เพื่อช่วยให้สีทับหน้ายึดเกาะกับพื้นผิวได้ดีและป้องกันความเสียหายจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างสีทับหน้ากับพื้นผิว
- พื้นผิวปูน : หากเป็นปูนใหม่ รองพื้นด้วยสีรองพื้นปูนใหม่ เพื่อปรับสภาพพื้นผิวคอนกรีตใหม่ และชิ้นงานต่าง ๆ ที่มีค่าความเป็นด่างสูง ช่วยเพิ่มการกลบพื้นผิวดีเยี่ยม หากเป็นปูนเก่า รองพื้นด้วยสีรองพื้นปูนเก่า เพื่อเคลือบผนังปูนที่สีเก่าเสื่อมสภาพเป็นฝุ่นผงหรือหลุดลอกให้กลับมีสภาพดี ช่วยเสริมการยึดเกาะกับสีทับหน้าได้อย่างมีคุณภาพและคงทน
- พื้นผิวไม้ : รองพื้นด้วยสีรองพื้นไม้ เพื่อป้องกันยางไม้หรือน้ำยารักษาเนื้อไม้ไม่ให้ซึมออกมาผสมกับสีทับหน้า ทั้งยังช่วยปรับสภาพพื้นผิวไม้ให้เรียบเนียนเพิ่มความสวยเงางามของสีทับหน้า
- พื้นผิวเหล็ก :สีรองพื้นช่วยป้องกันการเกิดสนิม และช่วยเสริมการยึดเกาะของสีทับหน้า
ขั้นสุดท้าย : การทาสีทับหน้า สีทับหน้าหรือสีชั้นนอก มีเฉดสีต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย ควรทาทับหน้า 2-3 ครั้ง โดยทิ้งระยะให้สีที่ทาครั้งแรกแห้งสนิทเสียก่อนจึงทาทับครั้งต่อไป เมื่อเพื่อนๆอ่านบทความนี้จบอาจบอกว่า การทาสีไม่ยากอย่างที่คิด ยังไงลองนำวิธีที่แนะนำปฏิบัติตามกันดูได้
ข้อมูลโดย : Buy at Siam
สำหรับเพื่อนๆคนใดกำลังมองหาวิธีทาสีบ้านแบบมืออาชีพอ่านกันทางนี้ การที่จะทาสีบ้านให้สวยและทนนาน ก็ต้องเริ่มจากการเลือกใช้สีที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และวันนี้เกร็ดความรู้เลยมีวิธีการทาสีบ้านที่ถูกต้องและครบตามขั้นตอนมาฝากกัน
ขั้นแรก : การเตรียมพื้นผิว
ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมากที่สุด เพราะการเตรียมพื้นผิวอย่างถูกต้อง จะทำให้สีที่ทาลงไปมีความสวยงาม กลมกลืนเรียบเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนทาสีทุกครั้งต้องทำความสะอาดคราบฝุ่นคราบไขมันบนพื้นผิวก่อนด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำสบู่แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง หากมีราหรือตะไคร่น้ำต้องกำจัดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หากเป็นผนังปูนเก่าและสีเดิมอยู่ในสภาพหลุดล่อนชำรุด ต้องขัดล้างสีเก่าออกก่อนให้หมด เมื่อเตรียมพื้นผิวเสร็จแล้ว ต้องทิ้งให้แห้งสนิทก่อนที่จะทาสีใหม่ และหากมีรอยแตกร้าว ควรซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อน
ขั้นที่สอง : การทาสีรองพื้น
สีรองพื้น คือ สีที่ใช้ทาบนพื้นผิวก่อนทาสีจริงทับหน้า เพื่อช่วยให้สีทับหน้ายึดเกาะกับพื้นผิวได้ดีและป้องกันความเสียหายจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างสีทับหน้ากับพื้นผิว
- พื้นผิวปูน : หากเป็นปูนใหม่ รองพื้นด้วยสีรองพื้นปูนใหม่ เพื่อปรับสภาพพื้นผิวคอนกรีตใหม่ และชิ้นงานต่าง ๆ ที่มีค่าความเป็นด่างสูง ช่วยเพิ่มการกลบพื้นผิวดีเยี่ยม หากเป็นปูนเก่า รองพื้นด้วยสีรองพื้นปูนเก่า เพื่อเคลือบผนังปูนที่สีเก่าเสื่อมสภาพเป็นฝุ่นผงหรือหลุดลอกให้กลับมีสภาพดี ช่วยเสริมการยึดเกาะกับสีทับหน้าได้อย่างมีคุณภาพและคงทน
- พื้นผิวไม้ : รองพื้นด้วยสีรองพื้นไม้ เพื่อป้องกันยางไม้หรือน้ำยารักษาเนื้อไม้ไม่ให้ซึมออกมาผสมกับสีทับหน้า ทั้งยังช่วยปรับสภาพพื้นผิวไม้ให้เรียบเนียนเพิ่มความสวยเงางามของสีทับหน้า
- พื้นผิวเหล็ก :สีรองพื้นช่วยป้องกันการเกิดสนิม และช่วยเสริมการยึดเกาะของสีทับหน้า
ขั้นสุดท้าย : การทาสีทับหน้า สีทับหน้าหรือสีชั้นนอก มีเฉดสีต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย ควรทาทับหน้า 2-3 ครั้ง โดยทิ้งระยะให้สีที่ทาครั้งแรกแห้งสนิทเสียก่อนจึงทาทับครั้งต่อไป เมื่อเพื่อนๆอ่านบทความนี้จบอาจบอกว่า การทาสีไม่ยากอย่างที่คิด ยังไงลองนำวิธีที่แนะนำปฏิบัติตามกันดูได้
ข้อมูลโดย : Buy at Siam
วิธีแต่งบ้านคลายร้อน
บ้านไหนที่รู้สึกเริ่มร้อน วันนี้มีวิธีแต่งบ้านคลายร้อนมาฝาก
การแต่งบ้านคลายร้อนมีองค์ประกอบอยู่ 3 อย่างแบบง่ายๆ คือ ลม น้ำ และต้นไม้ บ้านจะเย็นสบายได้ จะต้องพึ่งลมเป็นอันดับแรก เพราะลมจะช่วยระบายอากาศที่ร้อนอบอ้าวให้คลายลง นอกจากนี้ยังไล่อากาศเสีย กลิ่นอับภายในบ้าน ส่งผลให้คนในบ้านมีสุขภาพดีอีกด้วย
บ้านจะรับลมได้ก็ต่อเมื่อแบบบ้านเอื้ออำนวยให้ลมพัด เข้าบ้านได้ เช่น ประตูเข้าบ้าน ห้องรับแขก ห้องอาหาร ซึ่งเป็นห้องแบบเปิดที่มีช่องประตูหน้าต่างให้ลมเข้าบ้านได้ อยู่ทางทิศใต้ หรือตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นทิศทางลมหลัก โดยเฉพาะหน้าร้อน ที่ลมจะมาทางทิศใต้ ก็จะทำให้บ้านเย็นสบาย โดยไม่ต้องพึ่งแอร์ หรือพัดลมเลย แต่ต้องเปิดประตูหน้าต่าง ช่องประตู หน้าต่างของบ้าน อยู่ในตำแหน่งทางลม จะช่องให้บ้านเย็น
น้ำ พูดถึงน้ำก็เย็นแล้ว เพราะฉะนั้น การเอาน้ำมาแต่งบ้าน จึงกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำพุ น้ำตก หินหมุน ไหล้น หรือแม้แต่ตู้ปลาสักตู้ ล้วนนำความเย็นให้กับบ้านทั้งสิ้น ตำแหน่งที่สามารถวางน้ำได้ก็รอบบ้านเลย ตรงไหนก็ได้ แต่มีข้อแม้ตรงที่ว่าจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่คนในบ้านมองเห็น เพราะถ้ามองไม่เห็น ก็ถือว่าไม่ช่วยอะไรเลย น้ำมีผลมากต่อจิตใจของคน เวลาเครียด โมโห หงุดหงิด ลองมานั่งมองน้ำได้ยินเสียงน้ำ สักพักอารมณ์จะดีขึ้น ขนาดน้ำ ยิ่งใหญ่ยิ่งมีผลมาก
ต้นไม้ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บ้านเย็น การปลูกต้นไม้ในบ้านมาก จะช่วยลดความร้อนจากแสงแดดที่ส่องเข้าบ้าน โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ (ถ้ามีพื้นที่มากพอ) จะได้ประโยชน์มาก การดูทิศเพื่อปลูกต้นไม้ ก็จะช่วยแก้ความร้อนได้อย่างถูกจุด เช่น ต้นไม้ใหญ่ควรปลูกทางทิศทางแดด คือ ทิศตะวันออก และตะวันตก ไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ทางทิศใต้ หรือตะวันตกเฉียงใต้ เพราะจะบังลมเข้าบ้าน
บ้านไหนที่อยากให้บ้านเย็นสบาย ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปตกแต่งบ้านกันได้
ข้อมูลโดย : Buy at Siam
การแต่งบ้านคลายร้อนมีองค์ประกอบอยู่ 3 อย่างแบบง่ายๆ คือ ลม น้ำ และต้นไม้ บ้านจะเย็นสบายได้ จะต้องพึ่งลมเป็นอันดับแรก เพราะลมจะช่วยระบายอากาศที่ร้อนอบอ้าวให้คลายลง นอกจากนี้ยังไล่อากาศเสีย กลิ่นอับภายในบ้าน ส่งผลให้คนในบ้านมีสุขภาพดีอีกด้วย
บ้านจะรับลมได้ก็ต่อเมื่อแบบบ้านเอื้ออำนวยให้ลมพัด เข้าบ้านได้ เช่น ประตูเข้าบ้าน ห้องรับแขก ห้องอาหาร ซึ่งเป็นห้องแบบเปิดที่มีช่องประตูหน้าต่างให้ลมเข้าบ้านได้ อยู่ทางทิศใต้ หรือตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นทิศทางลมหลัก โดยเฉพาะหน้าร้อน ที่ลมจะมาทางทิศใต้ ก็จะทำให้บ้านเย็นสบาย โดยไม่ต้องพึ่งแอร์ หรือพัดลมเลย แต่ต้องเปิดประตูหน้าต่าง ช่องประตู หน้าต่างของบ้าน อยู่ในตำแหน่งทางลม จะช่องให้บ้านเย็น
น้ำ พูดถึงน้ำก็เย็นแล้ว เพราะฉะนั้น การเอาน้ำมาแต่งบ้าน จึงกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำพุ น้ำตก หินหมุน ไหล้น หรือแม้แต่ตู้ปลาสักตู้ ล้วนนำความเย็นให้กับบ้านทั้งสิ้น ตำแหน่งที่สามารถวางน้ำได้ก็รอบบ้านเลย ตรงไหนก็ได้ แต่มีข้อแม้ตรงที่ว่าจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่คนในบ้านมองเห็น เพราะถ้ามองไม่เห็น ก็ถือว่าไม่ช่วยอะไรเลย น้ำมีผลมากต่อจิตใจของคน เวลาเครียด โมโห หงุดหงิด ลองมานั่งมองน้ำได้ยินเสียงน้ำ สักพักอารมณ์จะดีขึ้น ขนาดน้ำ ยิ่งใหญ่ยิ่งมีผลมาก
ต้นไม้ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บ้านเย็น การปลูกต้นไม้ในบ้านมาก จะช่วยลดความร้อนจากแสงแดดที่ส่องเข้าบ้าน โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ (ถ้ามีพื้นที่มากพอ) จะได้ประโยชน์มาก การดูทิศเพื่อปลูกต้นไม้ ก็จะช่วยแก้ความร้อนได้อย่างถูกจุด เช่น ต้นไม้ใหญ่ควรปลูกทางทิศทางแดด คือ ทิศตะวันออก และตะวันตก ไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ทางทิศใต้ หรือตะวันตกเฉียงใต้ เพราะจะบังลมเข้าบ้าน
บ้านไหนที่อยากให้บ้านเย็นสบาย ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปตกแต่งบ้านกันได้
ข้อมูลโดย : Buy at Siam
การแต่งบ้านให้เป็นมงคล แต่งบ้านบันดาลโชค (เป็นศิริมงคล)
การแต่งบ้านให้เป็นมงคล
แต่งบ้านบันดาลโชค (เป็นศิริมงคล)
1. ส้ม เป็นรูปภาพก็ได้ หรือผลไม้เหมือนจริงมาใส่ตะกร้าบนโต๊ะในห้องรับแขกจะให้โชคลาภ
2. ทับทิม ควรปลูกไว้หน้าบ้านจะได้ลูกหลานที่ดี และไม่มีภัย
3. โต๊ะต่าง ๆ ภายในบ้าน ควรจะเลือกเป็นทรงกลม หรือแปดเหลี่ยม ถ้าเป็นสี่เหลี่ยมมุมโต๊ะควร เป็น มน ๆ จะเสริมมงคลให้แก่บ้านสามารถขจัดพลังชั่วร้ายและดึงดูดเอาความเจริญเข้าสู่บ้าน
4. ของแต่งบ้านรูปหมู เป็นสัญลักษณ์ของโชคและความอุดมสมบูรณ์
5. ช้าง เป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญาและโชค ควรตั้งช้างไว้ในห้องรับแขก ห้ามตั้งช้างหันหน้าออกสู่หน้าประตูเด็ดขาด จะทำให้ครอบครัววุ่นวายมีแต่เรื่องขัดแย้ง
6. พัด การนำพัดมาตกแต่งบ้านจะช่วยบันดาลให้คุณและคนในครอบครัวประสบความร่มเย็น เป็นสุข และมักได้ข่าวดีอยู่เสมอ
7. เต่า ควรตั้งตุ๊กตา หรือรูปปั้นเต่าไว้ในห้องนั่งเล่นหรือมุมใดในบ้านก็ได้จะทำให้คนในบ้านสุขภาพดีอายุยืน ยกเว้นห้องทำงาน
8. ไก่ ตุ๊กตาหรือรูปปั้นวัสดุใดก็ได้ล้วนแต่เป็นสิริมงคลต่อบ้านในทางเรียกโชคลาภเงินทอง
9. การแต่งบ้านด้วยเครื่องปั้นดินเผาไม่ว่าจะเป็นรูปใดจะทำให้คนในบ้านมีฐานะการเงินที่มั่นคง
ข้อมูลโดย : Buy at Siam
แต่งบ้านบันดาลโชค (เป็นศิริมงคล)
1. ส้ม เป็นรูปภาพก็ได้ หรือผลไม้เหมือนจริงมาใส่ตะกร้าบนโต๊ะในห้องรับแขกจะให้โชคลาภ
2. ทับทิม ควรปลูกไว้หน้าบ้านจะได้ลูกหลานที่ดี และไม่มีภัย
3. โต๊ะต่าง ๆ ภายในบ้าน ควรจะเลือกเป็นทรงกลม หรือแปดเหลี่ยม ถ้าเป็นสี่เหลี่ยมมุมโต๊ะควร เป็น มน ๆ จะเสริมมงคลให้แก่บ้านสามารถขจัดพลังชั่วร้ายและดึงดูดเอาความเจริญเข้าสู่บ้าน
4. ของแต่งบ้านรูปหมู เป็นสัญลักษณ์ของโชคและความอุดมสมบูรณ์
5. ช้าง เป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญาและโชค ควรตั้งช้างไว้ในห้องรับแขก ห้ามตั้งช้างหันหน้าออกสู่หน้าประตูเด็ดขาด จะทำให้ครอบครัววุ่นวายมีแต่เรื่องขัดแย้ง
6. พัด การนำพัดมาตกแต่งบ้านจะช่วยบันดาลให้คุณและคนในครอบครัวประสบความร่มเย็น เป็นสุข และมักได้ข่าวดีอยู่เสมอ
7. เต่า ควรตั้งตุ๊กตา หรือรูปปั้นเต่าไว้ในห้องนั่งเล่นหรือมุมใดในบ้านก็ได้จะทำให้คนในบ้านสุขภาพดีอายุยืน ยกเว้นห้องทำงาน
8. ไก่ ตุ๊กตาหรือรูปปั้นวัสดุใดก็ได้ล้วนแต่เป็นสิริมงคลต่อบ้านในทางเรียกโชคลาภเงินทอง
9. การแต่งบ้านด้วยเครื่องปั้นดินเผาไม่ว่าจะเป็นรูปใดจะทำให้คนในบ้านมีฐานะการเงินที่มั่นคง
ข้อมูลโดย : Buy at Siam
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)